Tuesday, July 28, 2015

ตัวอย่าง "กลยุทธ์ในการกู้คืนระบบ" เพื่อรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ



ตัวอย่างกลยุทธ์การกู้คืนระบบ..เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ

ในกระบวนการบริหารความความต่อเนื่องทางธุรกิจ แผนการกู้คืนระบบในระหว่างช่วงเวลาวิกฤตินั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีส่วนชี้เป็นชี้ตายต่อความสำเร็จในการรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ

เพื่อรักษาการให้บริการต่อลูกค้า รวมถึงตอบสนองต่อความต้องการและความคาดหวังของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรทุกฝ่าย การกำหนดกลยุทธ์การกู้คืนระบบอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยในบทความนี้ ทีมงาน DestinationOne ได้รวบรวมตัวอย่างกลยุทธ์พื้นฐานที่เป็นประโยชน์มาให้ทุกท่านได้พิจารณานำไปประยุกต์ใช้ภายในองค์กรดังต่อไปนี้



ตัวอย่าง "กลยุทธ์ในการกู้คืนระบบ" เพื่อรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ

  • สำรองเต็มรูปแบบ : จัดให้มีระบบสำรองทุกด้านอย่างเต็มรูปแบบ สำหรับบริการและสินค้าทั้งหมดขององค์กร ซึ่งมีความพร้อมในการให้บริการอย่างต่อเนื่องทันที หรือเพียงไม่กี่นาทีหลังเกิดเหตุ
  • สำรองครึ่งหนึ่ง : จัดให้มีระบบสำรองสำหรับบริการและสินค้าที่สำคัญขององค์กร ที่พร้อมให้บริการอย่างต่อเนื่องภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วันหลังเกิดเหตุ
  • สำรองบางส่วน : จัดให้มีระบบสำรองบ้างบางส่วนสำหรับบริการและสินค้าขององค์กร ที่พร้อมให้บริการอย่างต่อเนื่องภายในไม่กี่วันหลังเกิดเหตุ
  • สัญญาใช้งานร่วมหรือสัญญาแลกเปลี่ยน :  เป็นลักษณะการทำสัญญากับบริษัทพันธมิตรหรือบริษัทคู่ค้าโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการใช้ทรัพยากรร่วมกันในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรือเหตุจำเป็นใด
  • จัดหาทางเลือกสำรอง : จัดหาหรือจัดให้มีทางเลือกสำรองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม
  • ซื้อประกัน : จัดซื้อจัดหาความคุ้มครองจากบริษัทประกันต่างๆ เพื่อร่วมรับผิดชอบความเสียหายในกรณีที่เกิดความเสียหายจากเหตุวิกฤติหรือเหตุฉุกเฉิน
  • จัดจ้างผู้ให้บริการภายนอก : จัดหาผู้ให้บริการภายนอกเข้ามารับผิดชอบกิจกรรมในการกู้คืนระบบและสร้างความต่อเนื่องของธุรกิจ

ในการคัดเลือกและตัดสินใจเกี่ยวกับกลยุทธ์การกู้คืนระบบนั้น องค์กรจะต้องเริ่มจากการรู้จักธุรกิจของตนเองและเข้าใจบริบทอย่างถ่องแท้ เพื่อให้กลยุทธ์ที่กำหนดขึ้นมานั้นสอดคล้องและเหมาะสมกับองค์กรอย่างแท้จริง รวมถึงจะต้องหมั่นทบทวนและปรับปรุงรายละเอียดของแผนงานและกลยุทธ์อย่างสม่ำเสมอ อันจะช่วยความสร้างความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน




Content Cr: DestinationOne Counselor
Photo Cr: Business2Community.com

Wednesday, July 22, 2015

9 คำแนะนำ..ถ้าต้องพกงานไปพักร้อน



9 คำแนะนำ..ถ้าต้องพกงานไปพักร้อน

ทำงานมาเหนื่อย แน่นอนว่าย่อมต้องอยากพักร้อนให้หย่อนใจกันบ้าง.. แต่โลกการแข่งขันทางธุรกิจและความทันสมัยของเทคโนโลยียุคนี้ ก็ทำให้บางครั้งคุณต้องหอบหิ้วเอางานติดตัวไปเดินขึ้นเขาหรือนอนริมชายหาดด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่คุณทราบหรือไม่ว่า การนำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คหรือแท็บเล็ตออกไปใช้งานนอกสถานที่นั้น มีความเสี่ยงสูงที่อาจจะเจอการโจรกรรมข้อมูล สูญหาย หรือเกิดความเสียหายขึ้น

เพื่อให้วันพักผ่อนของคุณไม่ถูกทำลายโดยความเสี่ยงเหล่านั้น ทีมงาน DestinationOne จึงนำคำแนะนำดีๆ มาฝากดังนี้..



  1. อย่าโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียให้คนทั้งโลกรู้ว่า ตอนนี้คุณกำลังสนุกกับวันพักร้อนอยู่ที่ไหน รวมถึงปิดใช้งานระบบ GPS เพื่อป้องกันการถูกแอบติดตามด้วย
  2. Back up ข้อมูลสำคัญทุกอย่าง โดยสำรองข้อมูลสำคัญเก็บไว้ที่บ้านหรือสำนักงาน โดยจะต้องเข้ารหัสเพื่อปกป้องไฟล์เหล่านั้นอย่างแน่นหนาอีกด้วย
  3. ปกป้องตัวคุณเอง โดยการลงโปรแกรม Anti-Virus, Anti-Theft และโปรแกรมตรวจสอบอื่นๆ รวมถึงใช้มาตรการป้องกันความปลอดภัยอย่างรอบคอบเสมอ
  4. อย่าเชื่อมต่อเครือข่ายสาธารณะ หลีกเลี่ยงการเชื่อมต่อไวไฟสาธารณะ เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าเครือข่ายเหล่านั้นมีภัยร้ายใดแฝงตัวอยู่หรือไม่ หากจำเป็นต้องใช้งานจริงๆ จะต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเครือข่ายก่อนทุกครั้ง
  5. อย่าอยู่ห่างจากคอมพิวเตอร์ เพียงเสี้ยววินาทีที่คุณเผลอละสายตาไปจากเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คหรือแท็บเล็ต อาจจะเป็นจังหวะที่หัวขโมยแอบฉกมันไปจากคุณอย่างรวดเร็วก็ได้
  6. เปลี่ยนรหัสผ่านทันที เมื่อคุณมีการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะหรือมีการเชื่อมต่อเครือข่ายสาธารณะ
  7. อย่าหลงเชื่อคนง่าย คุณจะต้องมีสติและใช้ความรอบคอบหากมีบุคคลเข้ามาพูดคุยทำความรู้จัก หรือพยายามจะเสนอสินค้า บริการ หรือความช่วยเหลือใดๆ ให้
  8. ลงแอพพลิเคชั่น Deactivate บนเครื่องสมาร๋ทโฟน เผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉิน หากโชคร้ายสมาร์ทโฟนเกิดสูญหายหรือถูกขโมย คุณจะได้สามารถสั่ง Deactivate เครื่องของคุณได้ทันทีก่อนที่คนอื่นจะสามารถเข้าถึงข้อมูลในเครื่อง
  9. ระมัดระวังการใช้งานอุปกรณ์ประเภท USBs ถ้าหากคุณจำเป็นต้องเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับอุปกรณ์หรือสื่อบันทึกข้อมูลผ่าน USBs คุณจะต้องทำการสแกนไวรัสก่อนทุกครั้ง และจะต้องตรวจสอบให้ดีว่าไม่มีเหตุผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นภายหลังจากการเชื่อมต่อ

เพียงปฏิบัติตามคำแนะนำง่ายๆ 9 ข้อด้านบน ก็จะช่วยปกป้องวันพักผ่อนของคุณจากการเกิดหายนะได้ ที่สำคัญก็คือ.. อย่าลืมเตรียมพร้อม มีสติ และรอบคอบอยู่เสมอนะครับ




Content Cr: DestinationOne Counselor
Photo Cr: WomanDays.com

Wednesday, July 15, 2015

สิ่งที่ต้องรู้..ก่อนลงมือวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP)



สิ่งที่ต้องรู้..ก่อนลงมือวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP)


ใน กระบวนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management) มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะต้องรู้ลึกและเข้าใจในองค์กรของตนเองเป็นอย่างดีเสียก่อน ว่าตัวตนขององค์กรเป็นเช่นไร มีบริบทอย่างไร เพื่อให้การกำหนดรายละเอียดของแผนงานต่างๆ มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ทางธุรกิจ และสามารถสนองต่อความต้องการของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดได้


ดังนั้น เพื่อความสำเร็จในการบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ คุณจะต้อง “รู้จริง” เกี่ยวกับองค์กรในหัวข้อต่างๆ ดังนี้



  1. อะไรคือสินค้า/บริการขององค์กร องค์กรจะต้องเข้าใจว่าสินค้าและบริการที่นำเสนอต่อลูกค้านั้นมีอะไรบ้าง แต่ละอย่างมีธรรมชาติอย่างไร มีกระบวนการผลิตอย่างไร
  2. อะไรคือสินค้า/บริการที่มีความสำคัญมากที่สุด คุณจะต้องจัดลำดับของบรรดาสินค้า/บริการต่างๆ ที่คุณมีอยู่ ว่าสิ่งใดมีความสำคัญเร่งด่วนที่ต้องได้รับการจัดการเป็นอย่างแรกหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น
  3. กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสินค้า/บริการมีอะไรบ้าง องค์กรต้องเข้าใจอย่างชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการนั้นๆ
  4. กระบวนการอะไรบ้างที่สำคัญ ในบรรดากระบวนการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด กระบวนการใดมีความจำเป็นมากที่สุด และจัดลำดับความสำคัญ เพื่อให้สามารถวางแผนสำรองหรือกู้คืนได้อย่างสอดคล้องและเหมาะสม
  5. ทรัพยากรใดบ้างที่มีความจำเป็นต้องใช้ คุณต้องสำรวจว่าในกระบวนการต่างๆ จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรอะไรบ้าง ต้องมีมากน้อยเท่าใดจึงจะเพียงพอต่อการใช้งาน สิ่งใดที่ไม่สามารถขาดได้ หรือสิ่งใดที่ยังสามารถรอได้หรือสามารถหาสิ่งอื่นมาทดแทนได้
  6. ความเสี่ยงขององค์กรมีอะไรบ้าง ความเสี่ยงเป็นเรื่องใหญ่ที่องค์กรจะต้องรู้และบริหารจัดการให้ได้ ถึงแม้ว่าอาจจะไม่สามารถแก้ไขความเสี่ยงได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยต้องทำให้ระดับของความเสี่ยงลดลงมาอยู่ในระดับที่สามารถยอมรับได้

ยิ่งผู้บริหาร/ทีมงาน ทำความเข้าใจองค์กรได้ลึกซึ้งมากเท่าใด ก็จะยิ่งช่วยให้แผนการบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น รวมถึงต้องศึกษาปัจจัยทั้งหมดที่เกี่ยวข้องหรือมีผลกระทบกับองค์กรทั้งภายในและภายนอก เพื่อให้แผนการมีความครอบคลุมสมบูรณ์ที่สุด และประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน




Content Cr: DestinationOne Counselor
Photo Cr: PitchPerfectClub

Wednesday, July 8, 2015

Malware ภัยร้ายคอมพิวเตอร์ (2)

Malware ภัยร้ายคอมพิวเตอร์ (2)
 

ในบทความตอนที่แล้ว เราได้ทำความรู้จักกับ "มัลแวร์" อันตรายและวิธีการเพร่กระจายของมันกันมาแล้ว ในบทความตอนนี้จึงถึงเวลาที่เราควรจะเรียนรู้วิธีการป้องกันตัวเองจากมัลแวร์กันค่ะ
 

วิธีการป้องกัน Malware
1. อัพเดทหรือปรับปรุงคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ของคุณอย่างสม่ำเสมอ
ค่าย Microsoft และ Apple จะมีการอัพเดตระบบปฏิบัติการของตนออกมาอยู่บ่อยๆ เพื่อป้องกันมัลแวร์และบรรดาแฮ็กเกอร์ทั้งหลาย ซึ่งคุณควรติดตั้งโปรแกรมอัพเดทเหล่านี้ทันที การอัพเดทเหล่านี้ส่วนใหญ่จะรวมเอาการแก้ไขและช่วยปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยบนเครื่องให้กับคุณอีกด้วย นอกจากนั้น ในบางระบบปฏิบัติการยังเสนอการอัพเดทแบบอัตโนมัติ เพื่อให้คุณสามารถอัพเดทได้ทันทีที่มีการอัพเดทจากผู้ให้บริการ 

ยกตัวอย่างเช่น ผู้ใช้ Windows สามารถติดตั้งโปรแกรมอัพเดทต่างๆ โดยใช้คุณลักษณะที่เรียกว่า "Windows Update" ในขณะที่ผู้ใช้ Apple/Mac สามารถติดตั้งการอัพเดทต่างๆ ได้ โดยใช้คุณลักษณะที่เรียกว่า "Software Update"  นอกจากระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์แล้ว ซอฟต์แวร์ในคอมพิวเตอร์ก็ควรเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเช่นกัน เพราะซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นใหม่ๆ มักมีการปรับปรุงด้านความปลอดภัยเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการติดมัลแวร์
 

2. ไม่ควรใช้บัญชีผู้ดูแลระบบระบบ
เนื่องจากบัญชีผู้ดูแลระบบระบบปฏิบัติการส่วนใหญ่ (Administrator) จะอนุญาตให้คุณสามารถสร้างบัญชีสำหรับผู้ใช้หลายคนได้ และบัญชีผู้ใช้เหล่านี้ก็อาจมีการตั้งค่าความปลอดภัยแตกต่างกันด้วย ยกตัวอย่างเช่นบัญชีของ "ผู้ดูแล" (หรือ "ผู้ดูแลระบบ") มักสามารถติดตั้งซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ได้ ในขณะที่บัญชี "แบบจำกัด" หรือ "มาตรฐาน" มักจะทำไม่ได้ เพราะหากเป็นแค่การเข้าดูเว็บตามปกติก็ไม่จำเป็นต้องมีการติดตั้งซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ดังนั้น จึงอยากแนะนำให้คุณใช้บัญชีผู้ใช้ "แบบจำกัด" หรือ "มาตรฐาน" จะดีกว่า
 



3. คิดก่อนคลิกลิงก์หรือดาวน์โหลดอะไรก็ตาม
ขอให้เปรียบเสมือนว่า เรามักรู้สึกลังเลเวลาจะเดินเข้าไปในตึกร้างหรือตึกที่น่าสงสัย ซึ่งมีป้ายเขียนไว้ว่า "ห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาต" หรือ ”แจกฟรี” เพราะฉะนั้นคุณก็ควรใช้ความระมัดระวังสักหน่อย หยุดคิดสักนิดก่อนเข้าสู่เว็บไซต์ที่ไม่คุ้นเคยที่อ้างว่าจะเสนอของฟรีให้ ใช่! มันเป็นอะไรที่ยากในการห้ามใจที่จะดาวน์โหลดโปรแกรมฟรี หรือโปรแกรมที่มีฟีเจอร์ (Feature) ใหม่ๆ ให้ก่อนใคร แต่คุณจะสามารถไว้ใจเว็บไซต์ที่นำเสนอสิ่งเหล่านั้นได้จริงหรือ? บางครั้งวิธีที่จะช่วยคุณได้ก็คือ การออกจากเว็บไซต์และค้นหาบทวิจารณ์หรือรีวิวข้อมูลของเว็บหรือโปรแกรมนั้น ก่อนที่จะทำการดาวน์โหลดหรือติดตั้งอะไรก็ตาม เพราะการดาวน์โหลดเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้มัลแวร์สามารถเข้ามาในเครื่องคุณได้ ดังนั้น หยุดคิดสักนิดว่า “คุณต้องการอะไร กำลังดาวน์โหลดอะไร และแหล่งที่คุณดาวน์โหลดนั้นมาจากที่ใด ปลอดภัย เชื่อถือได้มากแค่ไหน”
 

4. ระมัดระวังเกี่ยวกับการเปิดไฟล์แนบหรือรูปภาพทางอีเมล์
เช่นเดียวกัน หากมีคนที่คุณไม่รู้จักส่งพัสดุไปรษณีย์มาให้คุณ คุณจะรีบเปิดดูโดยไม่รีรอเลยหรือเปล่า? ซึ่งคำตอบคงไม่ใช่แบบนั้น ดังนั้น คุณควรจะระมัดระวังเวลาคุณได้รับอีเมล์น่าสงสัยจากคนที่คุณไม่รู้จัก โดยเฉพาะที่มีไฟล์แนบหรือรูปภาพ อีเมล์เหล่านั้นอาจเป็นแค่สแปม หรือบางครั้งอาจมีสิ่งไม่ได้รับเชิญ เช่น มัลแวร์ที่เป็นอันตรายมากกว่าติดมาด้วย เรามีข้อแนะนำว่า ถ้าคุณใช้ Gmail ขอให้คุณรายงานว่าอีเมล์เหล่านั้นเป็นสแปม เพื่อให้ขจัดอีเมล์ดังกล่าวออกไปโดยอัตโนมัติในครั้งถัดไป
 

5. อย่าเชื่อหน้าต่าง Pop-up ที่ชวนให้คุณดาวน์โหลดซอฟต์แวร์
เมื่อท่องเว็บ คุณอาจจะพบเว็บไซต์ที่มีการแสดงหน้าต่าง Pop-up ที่ทำให้คุณคิดว่าคอมพิวเตอร์ของคุณติดเชื้อไวรัสแล้ว และชักชวนให้คุณดาวน์โหลดซอฟต์แวร์เพื่อป้องกัน อย่าหลงกลเชียว!! คุณแค่ปิดหน้าต่างดังกล่าว และอย่าคลิกอะไรภายใน Pop-up นั้น โดยเด็ดขาด
 

6. จำกัดการแชร์ไฟล์ของคุณ
ในบางเว็บไซต์หรือบางแอพพลิเคชั่นนั้นอนุญาตให้คุณแชร์ไฟล์กับผู้ใช้คนอื่นได้อย่างง่ายดาย แต่เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นเหล่านั้นแทบจะไม่มีการป้องกันมัลแวร์เลย หรือหากมีก็น้อยมาก คุณจึงต้องระวังมัลแวร์ให้ดี ถ้าคุณแลกเปลี่ยนหรือดาวน์โหลดไฟล์โดยใช้วิธีแชร์ไฟล์ เพราะมัลแวร์สามารถปลอมแปลงเป็นภาพยนตร์ อัลบั้ม เกม หรือโปรแกรมยอดนิยมได้
 

7. ใช้โปรแกรมป้องกันไวรัส
สิ่งที่ควรมีติดเครื่องของคุณไว้เสมอก็คือโปรแกรมป้องกันไวรัส หากคุณเป็นคนที่มีการดาวน์โหลดบ่อยๆ หรือท่องเว็บอยู่ตลอดเวลา คุณควรจะใช้โปรแกรมป้องกันไวรัสเพื่อสแกนหามัลแวร์ในสิ่งที่คุณดาวน์โหลดมาก่อนที่จะเปิดดู และโปรแกรมป้องกันไวรัสยังให้คุณสามารถสแกนหามัลแวร์ในคอมพิวเตอร์ได้ทั้งเครื่อง ดังนั้น คุณควรจะสแกนคอมพิวเตอร์เป็นประจำ ซึ่งโปรแกรมสแกนไวรัสส่วนใหญ่จะสามารถตั้งเวลาการสแกนไว้ได้ด้วย เช่น ตั้งไว้ให้สแกนตอนเปิดเครื่อง เป็นต้น
 

การปฏิบัติตามวิธีข้างต้นอย่างเคร่งครัดจะช่วยให้คุณปลอดภัยจากอันตรายของมัลแวร์ และเราขอแนะนำให้คุณติดตามข่าวสารเกี่ยวกับมัลแวร์และภัยคุกคามอื่นๆ อยู่เสมอ เพื่อสวัสดิภาพบนโลกไอทีของคุณค่ะ








Content Cr: DestinationOne Counselor
Photo Cr: Google Search

Wednesday, July 1, 2015

Malware ภัยร้ายคอมพิวเตอร์ (1)

Malware ภัยร้ายคอมพิวเตอร์ (1) 

อย่าเชื่อว่าอินเทอร์เน็ตจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและไม่มีการหลอกลวง!! เรารู้กันดีว่าอาชญากรออนไลน์และแฮ็กเกอร์หลบซ่อนอยู่ทุกที่ และพยายามจะก่อปัญหา ตั้งแต่ปัญหาเล็กๆ ที่สร้างความรำคาญ ไปกระทั่งปัญหาใหญ่ๆ ถึงขั้นต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันเลยทีเดียว รูปแบบการก่อปัญหาอย่างหนึ่งก็คือการแพร่กระจาย “Malware” ทั้งนี้ คุณสามารถป้องกันตัวเองได้โดยการศึกษาว่ามัลแวร์คืออะไร มีวิธีการแพร่กระจายอย่างไร และเราจะมีวิธีการป้องกันมันได้อย่างไร..

Malware คืออะไร?
"มัลแวร์" หมายถึง ซอฟต์แวร์หรือแอพพลิเคชั่นที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อทำอันตรายคอมพิวเตอร์ ซึ่งปัจจุบันเก่งถึงขนาดแฝงตัวมากับไฟล์ที่เป็นภาพ เช่น Jpeg ได้แล้ว Malware สามารถขโมยข้อมูลสำคัญจากคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนของคุณ ทำให้อุปกรณ์ของคุณทำงานช้าลง หรือแม้กระทั่งส่งอีเมล์ปลอมโดยใช้บัญชีอีเมล์ของคุณโดยที่คุณไม่รู้ตัวเลย



ประเภทของมัลแวร์ที่พบบ่อยๆ ซึ่งคุณน่าจะเคยได้ยินมาบ้าง เช่น..

  • Virus: โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เป็นอันตราย ซึ่งจำลองตัวเองและฝังตัวในคอมพิวเตอร์ได้
  • Worm: โปรแกรมคอมพิวเตอร์อันตรายที่ส่งตัวจำลองที่สร้างขึ้นไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นโดยผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
  • Spyware: มัลแวร์ที่ทำตัวเหมือนสปาย คอยหลบและแฝงตัวเก็บข้อมูลจากบุคคลอื่นโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว
  • Adware: เป็นซอฟต์แวร์ที่เล่น แสดง หรือดาวน์โหลดโฆษณาบนคอมพิวเตอร์โดยอัตโนมัติ ซึ่งสร้างความรำคาญให้ผู้ใช้งานอย่างมาก
  • Ransomware: เป็นมัลแวร์เรียกค่าไถ่ ใครจ่ายช้าเรียกค่าไถ่เพิ่ม
  • Trojan: โปรแกรมที่เรียกได้ว่าทำลายล้างอย่างแท้จริง โดยหลอกว่าเป็นแอพพลิเคชั่นที่มีประโยชน์ แต่อันที่จริงแล้วจะทำอันตราย ลบข้อมูลบนคอมพิวเตอร์จนหมดเกลี้ยง หรือขโมยข้อมูลของคุณหลังจากติดตั้ง

Malware แพร่กระจายได้อย่างไร?
มัลแวร์มีวิธีแพร่กระจาย และเข้าสู่อุปกรณ์ของคุณได้แตกต่างหลากหลายทาง..

  • การดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ฟรีจากอินเทอร์เน็ตที่มีมัลแวร์แฝงอยู่
  • การดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ถูกกฎหมายที่แอบมีมัลแวร์ผูกติดมาด้วยในชุด
  • การเข้าชมเว็บไซต์ที่ถูกฝังมัลแวร์ไว้
  • การส่งต่ออีเมล์ที่มีไฟล์แนบมัลแวร์แฝงอยู่ หรือเพียงแค่คลิกลิงก์ที่ไม่รู้จักในเมล์ที่ถูกส่งต่อมา
  • การคลิกข้อความแสดงข้อผิดพลาดหรือหน้าต่าง Pop-up ปลอม ซึ่งจะเป็นการเริ่มดาวน์โหลดมัลแวร์

ตอนนี้คุณก็ได้ทราบแล้วว่า “มัลแวร์คืออะไร” และ “ทำงานอย่างไร” โดยในบทความตอนต่อไป เราจะลองมาดูวิธีป้องกันตนเองที่ใช้การได้จริงค่ะ



Content Cr: DestinationOne Counselor
Photo Cr: GoogleSearch