Showing posts with label ISO 22301:2012. Show all posts
Showing posts with label ISO 22301:2012. Show all posts

Tuesday, July 28, 2015

ตัวอย่าง "กลยุทธ์ในการกู้คืนระบบ" เพื่อรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ



ตัวอย่างกลยุทธ์การกู้คืนระบบ..เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ

ในกระบวนการบริหารความความต่อเนื่องทางธุรกิจ แผนการกู้คืนระบบในระหว่างช่วงเวลาวิกฤตินั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีส่วนชี้เป็นชี้ตายต่อความสำเร็จในการรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ

เพื่อรักษาการให้บริการต่อลูกค้า รวมถึงตอบสนองต่อความต้องการและความคาดหวังของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรทุกฝ่าย การกำหนดกลยุทธ์การกู้คืนระบบอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยในบทความนี้ ทีมงาน DestinationOne ได้รวบรวมตัวอย่างกลยุทธ์พื้นฐานที่เป็นประโยชน์มาให้ทุกท่านได้พิจารณานำไปประยุกต์ใช้ภายในองค์กรดังต่อไปนี้



ตัวอย่าง "กลยุทธ์ในการกู้คืนระบบ" เพื่อรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ

  • สำรองเต็มรูปแบบ : จัดให้มีระบบสำรองทุกด้านอย่างเต็มรูปแบบ สำหรับบริการและสินค้าทั้งหมดขององค์กร ซึ่งมีความพร้อมในการให้บริการอย่างต่อเนื่องทันที หรือเพียงไม่กี่นาทีหลังเกิดเหตุ
  • สำรองครึ่งหนึ่ง : จัดให้มีระบบสำรองสำหรับบริการและสินค้าที่สำคัญขององค์กร ที่พร้อมให้บริการอย่างต่อเนื่องภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วันหลังเกิดเหตุ
  • สำรองบางส่วน : จัดให้มีระบบสำรองบ้างบางส่วนสำหรับบริการและสินค้าขององค์กร ที่พร้อมให้บริการอย่างต่อเนื่องภายในไม่กี่วันหลังเกิดเหตุ
  • สัญญาใช้งานร่วมหรือสัญญาแลกเปลี่ยน :  เป็นลักษณะการทำสัญญากับบริษัทพันธมิตรหรือบริษัทคู่ค้าโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการใช้ทรัพยากรร่วมกันในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรือเหตุจำเป็นใด
  • จัดหาทางเลือกสำรอง : จัดหาหรือจัดให้มีทางเลือกสำรองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม
  • ซื้อประกัน : จัดซื้อจัดหาความคุ้มครองจากบริษัทประกันต่างๆ เพื่อร่วมรับผิดชอบความเสียหายในกรณีที่เกิดความเสียหายจากเหตุวิกฤติหรือเหตุฉุกเฉิน
  • จัดจ้างผู้ให้บริการภายนอก : จัดหาผู้ให้บริการภายนอกเข้ามารับผิดชอบกิจกรรมในการกู้คืนระบบและสร้างความต่อเนื่องของธุรกิจ

ในการคัดเลือกและตัดสินใจเกี่ยวกับกลยุทธ์การกู้คืนระบบนั้น องค์กรจะต้องเริ่มจากการรู้จักธุรกิจของตนเองและเข้าใจบริบทอย่างถ่องแท้ เพื่อให้กลยุทธ์ที่กำหนดขึ้นมานั้นสอดคล้องและเหมาะสมกับองค์กรอย่างแท้จริง รวมถึงจะต้องหมั่นทบทวนและปรับปรุงรายละเอียดของแผนงานและกลยุทธ์อย่างสม่ำเสมอ อันจะช่วยความสร้างความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน




Content Cr: DestinationOne Counselor
Photo Cr: Business2Community.com

Wednesday, July 15, 2015

สิ่งที่ต้องรู้..ก่อนลงมือวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP)



สิ่งที่ต้องรู้..ก่อนลงมือวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP)


ใน กระบวนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management) มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะต้องรู้ลึกและเข้าใจในองค์กรของตนเองเป็นอย่างดีเสียก่อน ว่าตัวตนขององค์กรเป็นเช่นไร มีบริบทอย่างไร เพื่อให้การกำหนดรายละเอียดของแผนงานต่างๆ มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ทางธุรกิจ และสามารถสนองต่อความต้องการของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดได้


ดังนั้น เพื่อความสำเร็จในการบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ คุณจะต้อง “รู้จริง” เกี่ยวกับองค์กรในหัวข้อต่างๆ ดังนี้



  1. อะไรคือสินค้า/บริการขององค์กร องค์กรจะต้องเข้าใจว่าสินค้าและบริการที่นำเสนอต่อลูกค้านั้นมีอะไรบ้าง แต่ละอย่างมีธรรมชาติอย่างไร มีกระบวนการผลิตอย่างไร
  2. อะไรคือสินค้า/บริการที่มีความสำคัญมากที่สุด คุณจะต้องจัดลำดับของบรรดาสินค้า/บริการต่างๆ ที่คุณมีอยู่ ว่าสิ่งใดมีความสำคัญเร่งด่วนที่ต้องได้รับการจัดการเป็นอย่างแรกหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น
  3. กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสินค้า/บริการมีอะไรบ้าง องค์กรต้องเข้าใจอย่างชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการนั้นๆ
  4. กระบวนการอะไรบ้างที่สำคัญ ในบรรดากระบวนการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด กระบวนการใดมีความจำเป็นมากที่สุด และจัดลำดับความสำคัญ เพื่อให้สามารถวางแผนสำรองหรือกู้คืนได้อย่างสอดคล้องและเหมาะสม
  5. ทรัพยากรใดบ้างที่มีความจำเป็นต้องใช้ คุณต้องสำรวจว่าในกระบวนการต่างๆ จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรอะไรบ้าง ต้องมีมากน้อยเท่าใดจึงจะเพียงพอต่อการใช้งาน สิ่งใดที่ไม่สามารถขาดได้ หรือสิ่งใดที่ยังสามารถรอได้หรือสามารถหาสิ่งอื่นมาทดแทนได้
  6. ความเสี่ยงขององค์กรมีอะไรบ้าง ความเสี่ยงเป็นเรื่องใหญ่ที่องค์กรจะต้องรู้และบริหารจัดการให้ได้ ถึงแม้ว่าอาจจะไม่สามารถแก้ไขความเสี่ยงได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยต้องทำให้ระดับของความเสี่ยงลดลงมาอยู่ในระดับที่สามารถยอมรับได้

ยิ่งผู้บริหาร/ทีมงาน ทำความเข้าใจองค์กรได้ลึกซึ้งมากเท่าใด ก็จะยิ่งช่วยให้แผนการบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น รวมถึงต้องศึกษาปัจจัยทั้งหมดที่เกี่ยวข้องหรือมีผลกระทบกับองค์กรทั้งภายในและภายนอก เพื่อให้แผนการมีความครอบคลุมสมบูรณ์ที่สุด และประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน




Content Cr: DestinationOne Counselor
Photo Cr: PitchPerfectClub

Wednesday, May 27, 2015

การควบรวมมาตรฐาน ISO ต่างๆ จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป



การควบรวมมาตรฐาน ISO ต่างๆ จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ในอดีตที่ผ่านมา หากองค์กรใดต้องการจัดทำระบบบริหารจัดการ (Management System) ตามมาตรฐาน ISO ในหัวข้อที่แตกต่างกัน อาจจะเป็นเรื่องที่สร้างความยุ่งยากในการลงมือดำเนินการ เพราะโครงสร้างเนื้อหาของแต่ละมาตรฐานนั้นไม่เหมือนกัน แต่นับจากนี้ไป การควบรวม (Integration) มาตรฐานอย่าง ISO 27001:2013, ISO 22301:2012 และมาตรฐาน ISO 9001, ISO 14001 (ซึ่งกำลังจะได้รับการประกาศใช้เวอร์ชั่นใหม่ภายในปี 2015 นี้) รวมถึงมาตรฐาน ISO อื่นๆ ที่กำลังจะได้รับการปรับปรุงหรือเกิดใหม่ต่อไปในอนาคต จะกลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายขึ้นอย่างแน่นอน

เนื่องจากมาตรฐานเหล่านี้ ได้รับการออกแบบโครงสร้างของข้อกำหนดหลักให้สอดคล้องตรงกัน อันได้แก่ข้อกำหนดที่ 4-10 อ้างอิงตามเอกสารมาตรฐาน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สำหรับองค์กรที่ต้องการจะควบรวมจัดทำมาตรฐาน ISO มากกว่าหนึ่งหัวข้อไปพร้อมกัน โดยในบทความนี้ผมได้สรุปเอาภาพรวมของโครงสร้างเนื้อหาที่มีร่วมกันดังกล่าวมาให้ทุกท่านได้ดูเป็นข้อมูลเบื้องต้น ดังนี้


ข้อกำหนดที่ 4 การระบุบริบทขององค์กร

  • การทำความเข้าใจบริบทขององค์กรองค์กร       
  • การทำความเจ้าใจกับความต้องการและความคาดหวังของผุ้ที่ส่วนเกี่ยวข้อง        
  • ระบบบริหารจัดการความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ       

ข้อกำหนดที่ 5 ภาวะความเป็นผู้นำ

  • ความเป็นผู้นำและพันธะสัญญา 
  • พันธะสัญญาของผู้บริหาร        
  • นโยบาย        
  • บทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่         

ข้อกำหนดที่ 6 การวางแผน

  • การจัดการความเสี่ยงและโอกาส         
  • การกำหนดวัตถุประสงค์และการวางแผนเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์   

ข้อกำหนดที่ 7 การสนับสนุน

  • ทรัพยากร                
  • ทักษะความสามารถ    
  • ความตระหนักรู้ 
  • การติดต่อสื่อสาร        
  • ข้อมูลเอกสาร  

ข้อกำหนดที่ 8 การปฏิบัติงาน

  • การวางแผนและควบคุมการปฏิบัติงาน   
  • การประเมินความเสี่ยง
  • มุมมองในการประเมินความเสี่ยงด้าน... (ระบุตามความเฉพาะด้านของมาตรฐานนั้น)

ข้อกำหนดที่ 9 การประเมินประสิทธิภาพประสิทธิผล

  • การเฝ้าระวัง, การวัดผล, การวิเคราะห์ผลและการประเมินผล      
  • การตรวจสอบภายใน             
  • การทบทวนโดยผู้บริหาร

ข้อกำหนดที่ 10 การพัฒนาและปรับปรุง

  • การไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดและการแก้ไข        
  • การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง


เนื้อหาที่กล่าวมานี้คือโครงสร้างของข้อกำหนดที่ทุกมาตรฐาน ISO จะต้องมีเหมือนกัน ดังนั้น องค์กรใดที่มีการจัดทำบางมาตรฐานอยู่แล้ว และมีโครงการที่จะจัดทำมาตรฐานด้านอื่นควบคู่กันต่อไปในอนาคต ก็สามารถศึกษาหัวข้อเหล่านี้เพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้ากันได้เลยครับ




Content Cr: DestinationOne Counselor
Photo Cr: www.iso.org