Showing posts with label ISO 22301. Show all posts
Showing posts with label ISO 22301. Show all posts

Wednesday, January 3, 2018

Technology Trend 2018

Technology Trend 2018

ขึ้นปีใหม่ทั้งที ก็ต้องมีอัพเดทกันว่าเทรนด์อะไรจะเข้ามามีบทบาทกับปี 2018 นี้บ้าง.. แอดเลยสรุปเน้นๆ 5 เทรนด์จากบทความของ DigitalTrends.com มาฝากแฟนเพจค่ะ..


(1) Blockchain เทรนด์นี้แรงข้ามปีค่ะ แต่ปีนี้จะจับต้องได้มากขึ้น และถูกนำมาใช้ในเชิงธุรกิจจริงจังขึ้น
.
(2) ARM Powered Laptop คอมพิวเตอร์ที่ใช้ทำงานจะถูกพัฒนาชิปให้เป็นโมบาล์ยและ
มีพลังงานแบตเตอรี่ยาวนานขึ้นกว่าเดิม
.
(3) End of Smartphone อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะเทรนด์จะเปลี่ยนเป็น Intelligent Phone ซึ่งหมายความว่ามันจะฉลาดขึ้นไปอีก
.
(4) Touchless Interface หมดยุคสัมผัสเพื่อสั่งงานอุปกรณ์แล้วค่ะ ปีนี้แค่ออกเสียงหรือขยิบตาก็สามารถได้ในสิ่งที่คุณต้องการ
.
(5) Cloud Computing taking to the edge ยุคนี้เราใช้งานดาต้าจำนวนมหึมามหาศาล ที่จำเป็นต้องมีความรวดเร็วและคล่องตัวมากขึ้นเรื่อยๆ อะไรจะตอบโจทย์ได้ดีไปกว่าการนำ Cloud มาใช้เพื่อ Edge Computing ล่ะคะ
.
เป็นอย่างไรบ้างคะ เทรนด์ที่แอดสรุปมาฝาก น่าจะช่วยให้คุณวางแผนกลยุทธ์ของปี 2018 นี้ได้ไม่มากก็น้อยใช่ไหมคะ.. Happy New Year ค่ะ!



Source: DigitalTrends.com
Content: DestinationOne Counselor
Photo: CanStockPhoto.com

Wednesday, March 30, 2016

ภัยคุกคามความมั่นคงทางกายภาพ..เรื่องสำคัญที่ห้ามละเลย



ภัยคุกคามความมั่นคงทางกายภาพ..เรื่องสำคัญที่ห้ามละเลย

ความมั่นคงปลอดภัยทางกายภาพ (Physical Security) เป็นหัวข้อสำคัญที่ทุกองค์กรจำเป็นต้องใส่ใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากมุมมองด้านการบริหารความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ

เมื่อไม่นานมานี้ สถาบัน Business Continuity Institute (BCI) ได้ทำการศึกษาและจัดอันดับภัยคุกคามที่ผู้บริหารองค์กรจากทั่วโลกมีความกังวลมากที่สุด 10 อันดับแรก ประจำปี 2016 ซึ่งผลปรากฏว่า..


  1. การโจมตีไซเบอร์ (คงที่)
  2. ข้อมูลรั่วไหล (สูงขึ้น 1 อันดับ)
  3. บริการด้านระบบไอทีและโทรคมนาคมหยุดชะงัก (ลดลง 1 อันดับ)
  4. เหตุก่อการร้าย (สูงขึ้น 6 อันดับ)
  5. เหตุละเมิดความมั่นคงปลอดภัย (สูงขึ้น 1 อันดับ)
  6. บริการด้านสาธารณูปโภคหยุดชะงัก (ลดลง 2อันดับ)
  7. ระบบซัพพลายเชนหยุดชะงัก (ลดลง 2 อันดับ)
  8. สภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมแปรปรวน (สูงขึ้น 1 อันดับ)
  9. การขาดแคลนทักษะ/ความสามารถของบุคลากร (สูงขึ้น 5 อันดับ)
  10. เหตุละเมิดความปลอดภัย/สุขอนามัย (สูงขึ้น 1 อันดับ)

จากผลการสำรวจจะเห็นได้ว่า ภัยที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงเชิงกายภาพนั้นได้รับความกังวลเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะภัยจากเหตุก่อการร้ายที่พุ่งทะยานขึ้นถึง 6 อันดับ อันน่าจะเป็นผลมาจากสถิติการก่อการร้ายครั้งใหญ่ที่ปรากฏที่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไล่เรียงจากปีที่แล้วมาจนถึงต้นปีนี้ อาทิ เหตุระเบิด ณ ใจกลางกรุงเทพ, ปารีส, บรัสเซล เป็นต้น

นอกจากนี้ เหตุละเมิดความมั่นคงปลอดภัยที่น่าเป็นห่วงนั้น ได้แก่ การลอบทำลายทรัพย์สิน, การโจรกรรม ฯลฯ หรือความแปรปรวนของอากาศและสภาพแวดล้อม ก็มีอันดับที่สูงขึ้นเช่นกัน แต่ในทางตรงกันข้าม ความกังวลที่มีต่อการหยุดชะงักของระบบไอที/โทรคมนาคม, ระบบสาธารณูปโภค และระบบซัพพลายเชนกลับลดอันดับลง ซึ่งเป็นผลมาจากระบบเหล่านี้มีเสถียรภาพมากขึ้นในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวยังคงได้รับคะแนนด้านความจำเป็นในระดับสูงจากผู้บริหารสำนักงาน, ร้านค้า, โรงงาน และคลังสินค้า

จากผลการสำรวจนี้ ทางสถาบัน BCI ได้เผยข้อแนะนำโดยสรุปว่า ทุกองค์กรควรจะมีการปรับโครงสร้างองค์กรให้ยืดหยุ่น (Resilience) เพื่อความพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทั้งในรูปแบบดั้งเดิม (Traditional) และแบบสมัยใหม่ (Modern) เนื่องจากแนวโน้มในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ องค์กรส่วนใหญ่ให้น้ำหนักในการป้องกันภัยสมัยใหม่มากกว่า ซึ่งก็คือการโจมตีทางไซเบอร์และการรั้วไหลของข้อมูลต่างๆ จนบางครั้งก็ละเลยการปรับปรุงมาตรการด้านการรับมือภัยคุกคามแบบดั้งเดิม เช่น ภัยการก่อการร้าย, ระบบป้องกันโจรกรรม ฯลฯ ซึ่งในช่วงปีนี้มีโอกาสความเป็นไปได้ในการเกิดเหตุเพิ่มสูงขึ้นนั้นเอง





Content Cr: Business Continuity Institute, DestinationOne Counselor
Photo Cr: Prachachart Online

Wednesday, February 3, 2016

มาปรับแผนกลยุทธ์ Disaster Recovery ให้ดีขึ้นกันเถอะ



มาปรับแผนกลยุทธ์ Disaster Recovery ให้ดีขึ้นกันเถอะ


ถ้าธุรกิจของคุณได้รับผลกระทบจากเหตุฉุกเฉินหรือวิกฤติการณ์ต่างๆ อาทิ น้ำท่วม, ไฟไหม้, เหตุปิดการจราจร ฯลฯ แล้วล่ะก็ คงถึงเวลาที่คุณต้องมาทบทวนเกี่ยวกับแผนกลยุทธ์ Disaster Recover ในการกู้คืนเหตุฉุกเฉิน เพราะแผนนี้จะช่วยลดผลกระทบของความเสียหาย ทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้และอยู่รอด อย่างไรก็ตาม หากองค์กรมีแผนกลยุทธ์การกู้คืน แต่ไม่เคยมีการปรับปรุงหรือขาดการทดสอบ ความเสี่ยงต่างๆ ก็จะยังคงอยู่ไม่ได้ลดหายแต่อย่างใด


ผมจึงอยากเชิญชวนให้ทุกท่าน มากำหนดแผนกลยุทธ์ Disaster Recover อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเคล็ดลับความสำเร็จดังนี้..


  1. ผู้บริหารระดับสูงจะต้องมีส่วนร่วม ผู้บริหารระดับสูงจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นแก่บุคลากรขององค์กร ตัดสินใจเกี่ยวกับประเด็นสำคัญต่างๆ กำหนดทิศทางและให้การสนับสนุนด้านทรัพยากรอย่างเหมาะสม
  2. จัดตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน เนื่องจากในยามที่เกิดเหตุฉุกเฉิน ทุกภาคส่วนขององค์กรล้วนได้รับผลกระทบ จึงจำเป็นที่ทุกแผนกจะต้องส่งตัวแทนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ เพื่อกำหนดรายละเอียดแผนกลยุทธ์ ทั้งแผนส่วนรวมและส่วนที่เกี่ยวข้องกับแต่ละแผนกอย่างเจาะจง รวมถึงเพื่อเป็นผู้ประสานงานหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจริงอีกด้วย
  3. การบริหารความเสี่ยง จะต้องมีการสมมติสถานการณ์ของเหตุฉุกเฉินต่างๆ เพื่อประเมินหาประเภทและระดับของความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับเหตุนั้น รวมถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย
  4. จัดลำดับความสำคัญ ในการดำเนินธุรกิจย่อมจะต้องประกอบไปด้วยกระบวนการทำงานของแผนกต่างๆ ซึ่งมีหน้าที่ความรับผิดชอบแตกต่างกัน และในแต่ละเหตุการณ์ก็มีความเร่งด่วนที่ไม่เหมือนกัน จึงจำเป็นต้องมีการจัดลำดับความสำคัญ เพื่อให้ดำเนินการได้อย่างเหมาะสมเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น
  5. กำหนดกลยุทธ์การกู้คืน โดยกลยุทธ์นี้จะต้องสะท้อนความต้องการทางธุรกิจอย่างแท้จริง ข้อมูล, อุปกรณ์, เครื่องมือ, บุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกที่จำเป็นต่อการทำงานในระหว่างวิกฤติและระหว่างการกู้คืน จะต้องได้รับการระบุอย่างละเอียดรอบคอบ
  6. กำหนดการทดสอบและทบทวนแผน โดยจัดทำเป็นตารางตามรอบระยะเวลาอย่างเหมาะสม เพื่อให้แผนนั้นมีความทันสมัยและพร้อมเสมอในการรับมือเหตุฉุกเฉิน รวมถึงบุคลากรทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมในการทดสอบหรือรับทราบแผนอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องในยามที่เกิดเหตุการณ์จริง

แผนกลยุทธ์ Disaster Recover จะต้องประกอบไปด้วยข้อมูลสำคัญที่จำเป็นทั้งหมด และต้องจัดระเบียบเนื้อหาอย่างเข้าใจได้ง่ายและชัดเจน เพื่อให้สามารถนำมาใช้งานในยามฉุกเฉินได้อย่างราบรื่น







Content Cr: DestinationOne Counselor / InformationSecurityBuzz.com

Photo Cr: Peak10.com

Tuesday, December 23, 2014

บทเรียนจากผู้เชี่ยวชาญ Crisis Management

บทเรียนจากผู้เชี่ยวชาญ Crisis Management

“ภาวะวิกฤติ” มักจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว คุกคามและส่งผลกระทบกับองค์กรในเชิงลบ ซึ่งแน่นอนว่าองค์กรที่ดีส่วนใหญ่ย่อมจะมีการเตรียมแผนรับมือและบริหารจัดการในภาวะวิกฤติไว้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม แผนการเหล่านี้แม้จะได้รับการทดสอบและทบทวนตามรอบระยะเวลาอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถการันตีได้ว่า เมื่อถึงเวลาที่เหตุวิกฤติมาเยี่ยมเยือนเข้าจริงๆ แล้ว แผนนั้นจะมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการเหตุวิกฤติและความต่อเนื่องทางธุรกิจของ Destination One ได้แบ่งปันบทเรียนล้ำค่าที่เก็บเกี่ยวมาระหว่างการทำงานจริง จากประสบการณ์ตรง เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับหน่วยงานต่างๆ ในการจัดทำแผนและวางกลยุทธ์ ซึ่งผมได้นำเนื้อหาดังกล่าวมาสรุปอีกครั้งเป็นคำแนะนำ 7 ข้อ ดังนี้



          1. ประสบการณ์ของผู้จัดการระดับอาวุโสมีคุณค่ามาก มองข้ามไม่ได้โดยเด็ดขาด องค์กรควรจะจัดให้มีการแชร์เรื่องราว ประสบการณ์ และมุมมองของผู้จัดการของแต่ละแผนกที่มีต่อการรับมือเหตุวิกฤติ เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อความสามารถในการตัดสินใจ และประสิทธิภาพในการรับมือวิกฤตการณ์

          2. เตรียมรายการ Check List สิ่งที่จำเป็นต้องทำเมื่อเกิดเหตุวิกฤติ ซึ่งจะช่วยลดอาการตื่นตกใจจับต้นชนปลายไม่ถูกของทีมงาน และสามารถตรวจสอบได้ว่าไม่มีสิ่งใดตกหล่น

          3. ผู้บริหารและผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบทุกคนจะต้องทำความเข้าใจและรู้ว่ามีความเสี่ยงใดบ้างที่สามารถคุกคามองค์กรได้ รวมถึงคอยอัพเดทข้อมูลอยู่เสมอ

          4. ทีมวางแผนกลยุทธ์จะต้องมองภาพในมุมกว้างของเหตุวิกฤติ รวมถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งหมดของเหตุนั้น อีกทั้งจะต้องวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา เพื่อส่งต่อให้ทีมเทคนิคนำไปปฏิบัติการต่อไป

          5. ลองใช้เครื่องมือ Social Media ในการสื่อสารกับพนักงาน เพื่ออัพเดทข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันความเสี่ยง และแจ้งข่าวสารในยามวิกฤติ

          6. ในบางครั้ง การใช้บริษัทประชาสัมพันธ์มืออาชีพเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารกับสาธารณชนก็เป็นทางเลือกที่ชาญฉลาด เพราะ PR มืออาชีพจะช่วยลดความตื่นตระหนก ประนีประนอม รักษาความสัมพันธ์อันดี รวมถึงลดผลกระทบเชิงลบกับภาพลักษณ์ขององค์กรได้

          7. สิ่งสำคัญ คือจะต้องมีการซักซ้อมและฝึกอบรมเกี่ยวกับแผนการรับมือและกอบกู้เหตุฉุกเฉินให้กับพนักงานอยู่เสมอ โดยจะต้องเป็นกิจกรรมที่ใช้กระชับ ใช้เวลาไม่นาน และให้สาระอย่างสนุกสนาน เพื่อให้พนักงานมีความตื่นตัว และไม่คิดว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ

หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านนะครับ!!


Content Cr : DestinationOne Counselor
Photo Cr : PhotoPool

Monday, November 24, 2014

10 ความเสี่ยงที่ทุกองค์กรต้องเตรียมแผนรับมือให้พร้อม

10 ความเสี่ยงที่ทุกองค์กรต้องเตรียมแผนรับมือให้พร้อม

"ความเสี่ยง" คือ อะไรก็ตาม (คน, สัตว์, สิ่งของ, เหตุการณ์, ฯลฯ) ที่สามารถขัดขวางการบรรลุผลตามเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งถ้ามองในมุมของการบริหารจัดการองค์กรแล้วล่ะก็ ความเสี่ยงก็คือสิ่งใดก็ตามที่ทำให้ธุรกิจของคุณหยุดชะงัก การปฏิบัติงานหรือการให้บริการล่าช้า หรือขาดความมั่นคงปลอดภัย ดังนั้น คุณจึงจำเป็นที่จะต้องวางแผนการรับมือความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นล่วงหน้า โดยแผนและวิธีการเหล่านี้จะต้องสมเหตุสมผลและคุ้มค่ากับการลงทุน

องค์กรจะต้องพัฒนาเครื่องมือขึ้นมาช่วยในการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสมตามบริบทของตน อาจจะอาศัยตัวช่วยด้วยการพิจารณาตามหลัก PPT (People - Process - Technology) หรือทฤษฎี Security Control Categorized (Physical Control - Administrative Control - Logical Control) ในขณะเดียวกัน ทางเลือกที่ดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ การนำเอาแนวทางของ Best Practice หรือมาตรฐานสากล อาทิ ISO 22301:2012 Business Continuity Management, ISO 27001:2013 Information Security Management มาประยุกต์ใช้ภายในองค์กร ทั้งนี้ แผน เครื่องมือ วิธีการ และกระบวนการที่พัฒนาขึ้นนี้ จะต้องสามารถใช้งานได้จริง มีการทบทวนและทดสอบประสิทธิภาพอยู่เสมอ

จากสถานการณ์ในช่วงปีที่ผ่านมา ทางทีมที่ปรึกษาของ Destination One ได้คัดเลือก 10 ความเสี่ยงสำคัญที่ทุกองค์กรจำเป็นจะต้องมีการวางแผนรับมือและบริหารจัดการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนี้


     1. ไฟไหม้ (มีแผนอพยพแล้วหรือยัง, อุปกรณ์ดับเพลิงมีเพียงพอไหม)
     2. น้ำท่วม (มีแผนความต่อเนื่องและแผนกู้คืนแล้วหรือยัง)
     3. เหตุชุมนุมทางการเมือง (มีแผนรับมืออย่างไร)
     4. ไฟดับ (มีระบบไฟฟ้าสำรองมีเพียงพอไหม)
     5. ระบบโทรคมนาคมมีปัญหา (มีระบบสื่อสารสำรองไหม, มีศูนย์สำรองหรือไม่)
     6. ฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์มีปัญหา (มีระบบสำรองหรือไม่, มีแผนกู้คืนอย่างไร)
     7. การถูกโจมตีผ่านระบบเครือข่าย (มีระบบป้องกันไหม, มีวิธีการกู้คืนอย่างไร)
     8. ข้อมูลขององค์กรรั่วไหล (มีแผนรับมือหรือตอบสนองต่อเหตุการณ์อย่างไร)
     9. การไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ปฏิบัติงาน (มีสถานที่ปฏิบัติงานสำรองไหม)
     10. การประท้วงโดยพนักงานขององค์กร (มีแผนรองรับอย่างไร, มีพนักงานสำรองไหม)



หากผู้บริหารต้องการให้องค์กรของตนสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องราบรื่น กระบวนการทำงานหรือให้บริการมีความมั่นคงปลอดภัย ก็จะต้องมีการผลักดันและให้การสนับสนุนการจัดทำแผนและกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างชัดเจน โดยกำหนดทีมงานผู้รับผิดชอบ และจัดหาทรัพยากรที่จำเป็นให้อย่างพอเพียง เพื่อให้ความเสี่ยงเหล่านี้ลดลงมาอยู่ในระดับที่องค์กรยอมรับได้ (Acceptable Level) หรือลดลงมาถึงในระดับที่ความเสี่ยงนั้นไม่มีนัยสำคัญต่อองค์กรอีกต่อไป ซึ่งถือเป็นความสำเร็จสูงสุดนั่นเอง


Content Cr : DestinationOne Counselor
Photo Cr : DailyNews.co.th