Showing posts with label Business Continuity Management. Show all posts
Showing posts with label Business Continuity Management. Show all posts

Wednesday, March 30, 2016

ภัยคุกคามความมั่นคงทางกายภาพ..เรื่องสำคัญที่ห้ามละเลย



ภัยคุกคามความมั่นคงทางกายภาพ..เรื่องสำคัญที่ห้ามละเลย

ความมั่นคงปลอดภัยทางกายภาพ (Physical Security) เป็นหัวข้อสำคัญที่ทุกองค์กรจำเป็นต้องใส่ใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากมุมมองด้านการบริหารความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ

เมื่อไม่นานมานี้ สถาบัน Business Continuity Institute (BCI) ได้ทำการศึกษาและจัดอันดับภัยคุกคามที่ผู้บริหารองค์กรจากทั่วโลกมีความกังวลมากที่สุด 10 อันดับแรก ประจำปี 2016 ซึ่งผลปรากฏว่า..


  1. การโจมตีไซเบอร์ (คงที่)
  2. ข้อมูลรั่วไหล (สูงขึ้น 1 อันดับ)
  3. บริการด้านระบบไอทีและโทรคมนาคมหยุดชะงัก (ลดลง 1 อันดับ)
  4. เหตุก่อการร้าย (สูงขึ้น 6 อันดับ)
  5. เหตุละเมิดความมั่นคงปลอดภัย (สูงขึ้น 1 อันดับ)
  6. บริการด้านสาธารณูปโภคหยุดชะงัก (ลดลง 2อันดับ)
  7. ระบบซัพพลายเชนหยุดชะงัก (ลดลง 2 อันดับ)
  8. สภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมแปรปรวน (สูงขึ้น 1 อันดับ)
  9. การขาดแคลนทักษะ/ความสามารถของบุคลากร (สูงขึ้น 5 อันดับ)
  10. เหตุละเมิดความปลอดภัย/สุขอนามัย (สูงขึ้น 1 อันดับ)

จากผลการสำรวจจะเห็นได้ว่า ภัยที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงเชิงกายภาพนั้นได้รับความกังวลเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะภัยจากเหตุก่อการร้ายที่พุ่งทะยานขึ้นถึง 6 อันดับ อันน่าจะเป็นผลมาจากสถิติการก่อการร้ายครั้งใหญ่ที่ปรากฏที่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไล่เรียงจากปีที่แล้วมาจนถึงต้นปีนี้ อาทิ เหตุระเบิด ณ ใจกลางกรุงเทพ, ปารีส, บรัสเซล เป็นต้น

นอกจากนี้ เหตุละเมิดความมั่นคงปลอดภัยที่น่าเป็นห่วงนั้น ได้แก่ การลอบทำลายทรัพย์สิน, การโจรกรรม ฯลฯ หรือความแปรปรวนของอากาศและสภาพแวดล้อม ก็มีอันดับที่สูงขึ้นเช่นกัน แต่ในทางตรงกันข้าม ความกังวลที่มีต่อการหยุดชะงักของระบบไอที/โทรคมนาคม, ระบบสาธารณูปโภค และระบบซัพพลายเชนกลับลดอันดับลง ซึ่งเป็นผลมาจากระบบเหล่านี้มีเสถียรภาพมากขึ้นในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวยังคงได้รับคะแนนด้านความจำเป็นในระดับสูงจากผู้บริหารสำนักงาน, ร้านค้า, โรงงาน และคลังสินค้า

จากผลการสำรวจนี้ ทางสถาบัน BCI ได้เผยข้อแนะนำโดยสรุปว่า ทุกองค์กรควรจะมีการปรับโครงสร้างองค์กรให้ยืดหยุ่น (Resilience) เพื่อความพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทั้งในรูปแบบดั้งเดิม (Traditional) และแบบสมัยใหม่ (Modern) เนื่องจากแนวโน้มในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ องค์กรส่วนใหญ่ให้น้ำหนักในการป้องกันภัยสมัยใหม่มากกว่า ซึ่งก็คือการโจมตีทางไซเบอร์และการรั้วไหลของข้อมูลต่างๆ จนบางครั้งก็ละเลยการปรับปรุงมาตรการด้านการรับมือภัยคุกคามแบบดั้งเดิม เช่น ภัยการก่อการร้าย, ระบบป้องกันโจรกรรม ฯลฯ ซึ่งในช่วงปีนี้มีโอกาสความเป็นไปได้ในการเกิดเหตุเพิ่มสูงขึ้นนั้นเอง





Content Cr: Business Continuity Institute, DestinationOne Counselor
Photo Cr: Prachachart Online

Wednesday, February 3, 2016

มาปรับแผนกลยุทธ์ Disaster Recovery ให้ดีขึ้นกันเถอะ



มาปรับแผนกลยุทธ์ Disaster Recovery ให้ดีขึ้นกันเถอะ


ถ้าธุรกิจของคุณได้รับผลกระทบจากเหตุฉุกเฉินหรือวิกฤติการณ์ต่างๆ อาทิ น้ำท่วม, ไฟไหม้, เหตุปิดการจราจร ฯลฯ แล้วล่ะก็ คงถึงเวลาที่คุณต้องมาทบทวนเกี่ยวกับแผนกลยุทธ์ Disaster Recover ในการกู้คืนเหตุฉุกเฉิน เพราะแผนนี้จะช่วยลดผลกระทบของความเสียหาย ทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้และอยู่รอด อย่างไรก็ตาม หากองค์กรมีแผนกลยุทธ์การกู้คืน แต่ไม่เคยมีการปรับปรุงหรือขาดการทดสอบ ความเสี่ยงต่างๆ ก็จะยังคงอยู่ไม่ได้ลดหายแต่อย่างใด


ผมจึงอยากเชิญชวนให้ทุกท่าน มากำหนดแผนกลยุทธ์ Disaster Recover อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเคล็ดลับความสำเร็จดังนี้..


  1. ผู้บริหารระดับสูงจะต้องมีส่วนร่วม ผู้บริหารระดับสูงจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นแก่บุคลากรขององค์กร ตัดสินใจเกี่ยวกับประเด็นสำคัญต่างๆ กำหนดทิศทางและให้การสนับสนุนด้านทรัพยากรอย่างเหมาะสม
  2. จัดตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน เนื่องจากในยามที่เกิดเหตุฉุกเฉิน ทุกภาคส่วนขององค์กรล้วนได้รับผลกระทบ จึงจำเป็นที่ทุกแผนกจะต้องส่งตัวแทนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ เพื่อกำหนดรายละเอียดแผนกลยุทธ์ ทั้งแผนส่วนรวมและส่วนที่เกี่ยวข้องกับแต่ละแผนกอย่างเจาะจง รวมถึงเพื่อเป็นผู้ประสานงานหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจริงอีกด้วย
  3. การบริหารความเสี่ยง จะต้องมีการสมมติสถานการณ์ของเหตุฉุกเฉินต่างๆ เพื่อประเมินหาประเภทและระดับของความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับเหตุนั้น รวมถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย
  4. จัดลำดับความสำคัญ ในการดำเนินธุรกิจย่อมจะต้องประกอบไปด้วยกระบวนการทำงานของแผนกต่างๆ ซึ่งมีหน้าที่ความรับผิดชอบแตกต่างกัน และในแต่ละเหตุการณ์ก็มีความเร่งด่วนที่ไม่เหมือนกัน จึงจำเป็นต้องมีการจัดลำดับความสำคัญ เพื่อให้ดำเนินการได้อย่างเหมาะสมเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น
  5. กำหนดกลยุทธ์การกู้คืน โดยกลยุทธ์นี้จะต้องสะท้อนความต้องการทางธุรกิจอย่างแท้จริง ข้อมูล, อุปกรณ์, เครื่องมือ, บุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกที่จำเป็นต่อการทำงานในระหว่างวิกฤติและระหว่างการกู้คืน จะต้องได้รับการระบุอย่างละเอียดรอบคอบ
  6. กำหนดการทดสอบและทบทวนแผน โดยจัดทำเป็นตารางตามรอบระยะเวลาอย่างเหมาะสม เพื่อให้แผนนั้นมีความทันสมัยและพร้อมเสมอในการรับมือเหตุฉุกเฉิน รวมถึงบุคลากรทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมในการทดสอบหรือรับทราบแผนอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องในยามที่เกิดเหตุการณ์จริง

แผนกลยุทธ์ Disaster Recover จะต้องประกอบไปด้วยข้อมูลสำคัญที่จำเป็นทั้งหมด และต้องจัดระเบียบเนื้อหาอย่างเข้าใจได้ง่ายและชัดเจน เพื่อให้สามารถนำมาใช้งานในยามฉุกเฉินได้อย่างราบรื่น







Content Cr: DestinationOne Counselor / InformationSecurityBuzz.com

Photo Cr: Peak10.com