Showing posts with label Mobile Device. Show all posts
Showing posts with label Mobile Device. Show all posts

Monday, September 25, 2017

How to บริหารจัดการ Lifecycle ของเครื่องคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊กองค์กร



How to บริหารจัดการ Lifecycle ของเครื่องคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊กองค์กร

องค์กรไม่ว่าใหญ่หรือเล็กในปัจจุบันล้วนแต่ต้องอาศัยการทำงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊กด้วยกันทั้งนั้น รวมถึงอุปกรณ์ไอทีอื่นๆ อย่าง เครื่องพิมพ์, แท็บเล็ต, เราท์เตอร์ ฯลฯ

ยิ่งองค์กรมีขนาดใหญ่เท่าใด จำนวนอุปกรณ์ก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและการแข่งขันทางธุรกิจ อีกทั้งเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนอุปกรณ์ที่เราใช้งานอยู่แทบจะรองรับไม่ทัน จึงเข้าทำนองที่ว่า “ซื้อวันนี้ พรุ่งนี้ก็ตกรุ่น”

เมื่อพนักงานจำเป็นต้องทำงานตามกระแสให้ทัน แต่พอเดินไปหาแผนกไอทีหรือฝ่ายจัดซื้อที่มีหน้าที่ดูแลในการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ กลับได้รับคำตอบที่เจ็บปวดใจว่ายังไม่มีงบ หรือบริษัทคู่สัญญา (Contractor) ให้เครื่องรุ่นเก่ากลับมาใช้ก่อน (Recycle) ซึ่งความหมายที่แท้จริงก็คือการบอกว่าองค์กรอยากประวิงเวลาเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านนี้ลง และเป็นอย่างนี้กันเกือบแทบทุกแห่ง


อันที่จริง เรื่องแบบนี้อาจจะพอหาทางบริหารจัดการเพื่อให้การลงทุนนั้นคุ้มค่าและได้ประโยชน์สูงสุด เราลองมาดูกันว่าทำอย่างไรได้บ้าง..

1. วางแผนจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ไอทีต่างๆ ในระยะยาว และสอดคล้องตามงบประมาณที่มี

     >> องค์กรควรจะแบ่งประเภทหรือจัดหมวดหมู่ของอุปกรณ์ หรือทรัพย์สินด้านไอทีต่างๆ ให้ชัดเจน เช่น ฮาร์แวร์, ซอฟต์แวร์, อุปกรณ์สื่อสาร ฯลฯ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเครื่องคอมพิวเตอร์/โน้ตบุ๊กควรจะมีอายุการใช้งานประมาณ 3-4 ปี

     >> กำหนดสถานะของอุปกรณ์ หรือทรัพย์สินด้านไอทีแต่ละรายการ เช่น ลงทะเบียนใหม่, อุปกรณ์ใช้งานอยู่, อุปกรณ์สำรอง, อุปกรณ์รอซ่อม, อุปกรณ์รอกำจัด ฯลฯ

     >> ติดป้ายหรือเครื่องหมายแสดงเลขครุภัณฑ์และรายละเอียดสำคัญ เช่น วันที่จัดซื้อ, วันที่ซ่อมบำรุง เป็นต้น

     >> พิจารณาจัดหาคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ให้เหมาะสมตามความจำเป็นใช้งานของแต่ละแผนก เช่น คอมพิวเตอร์สำหรับแผนกออกแบบต้องมีสเปคสูง/การ์ดจอดีกว่าเครื่องที่แผนกบัญชีใช้งาน เป็นต้น
 
2. “เช่า” แทนการจัดซื้อ (Lease, Don’t buy) เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอุปกรณ์ ซึ่งเมื่อครบกำหนดตามรอบที่ทำสัญญาตกลงกันไว้ Vendor ก็จะนำอุปกรณ์รุ่นใหม่มาเปลี่ยนให้กับผู้ใช้งานขององค์กร

3. พิจารณาเลือกซื้อเครื่องแบบบาง (Thin Computing) เพื่อประหยัดเนื้อที่ในการติดตั้งหรือจัดเก็บ รวมถึงควรจะลดงบประมาณในการจัดหา Storage โดยการให้พนักงานใช้บริการระบบ Cloud Service แทน

4. อนุญาตให้พนักงานนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้งาน (BYOD) แต่ต้องไม่ลืมกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงเพื่อปกป้องความมั่นคงปลอดภัยด้วยนะ

5. อุปกรณ์เก่าที่ครบอายุการใช้งาน แทนที่จะนำไปกำจัดทิ้งเฉยๆ อาจจะนำมาพิจารณาดูก่อนว่ามีชิ้นส่วนใดที่สามารถนำมาใช้งานร่วมกับเครื่องอื่นๆ ที่ใช้งานอยู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพหรือเป็นอุปกรณ์สำรองได้บ้างหรือไม่

6. และเช่นกัน อุปกรณ์เก่าที่ครบอายุการใช้งานและไม่ใช่อุปกรณ์เช่า องค์กรสามารถนำมาเปิดประมูลในราคาทุนให้กับพนักงาน หรือบริจาคให้กับโรงเรียนหรือหน่วยงานที่ขาดแคลน หรือในบางกรณีอาจจะพิจารณาโอนให้กับส่วนงานอื่นในองค์กรที่ไม่จำเป็นต้องใช้งานอุปกรณ์ในลักษณ์เต็มประสิทธิภาพหรือเทคโนโลยีล่าสุด ซึ่งจะสามารถใช้งานอุปกรณ์นั้นต่อไปได้อีกระยะเวลาหนึ่งเลยทีเดียว

ทั้งนี้ เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์/โน้ตบุ๊กและอุปกรณ์ไอทีต่างๆ เกิดประโยชน์สูงสุด องค์กรจะต้องให้ความสำคัญกับการเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับการใช้งานมากที่สุด รวมถึงอายุการใช้งานของอุปกรณ์นั้นๆ และตอนนี้ก็ได้เวลาที่คุณจะต้องหันกลับไปมองอุปกรณ์ที่มีอยู่ เพื่อวางแผนการใช้งานอย่างสร้างสรรค์ เพียงแค่นี้คุณก็สามารถยืด Lifecycle ของอุปกรณ์ไอที และประหยัดงบประมาณได้มากโขในระยะยาว




Content Cr: DestinationOne Counselor
Photo Cr: StockPic

Wednesday, February 17, 2016

3 กลยุทธ์เพื่อความสำเร็จในการบริหารความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ

3 กลยุทธ์เพื่อความสำเร็จในการบริหารความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ

การบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ นับเป็นเรื่องสำคัญในลำดับต้นๆ ที่ทุกองค์กรต้องใส่ใจ โดยเฉพาะในยุคที่ทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภัยคุกคามเพิ่มสูงและซับซ้อนมากขึ้น การรับมือกับความเสี่ยงจึงกลายเป็นเรื่องท้าทายกว่าเดิม

เนื่องจากการบริหารความมั่นคงปลอดภัยนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน จึงได้มีสถาบันเฉพาะทางหลายแห่งที่ทำการศึกษาวิจัยเพื่อปรับปรุงองค์ความรู้ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ เมื่อไม่นานมานี้ EDUCAUSE ได้เปิดเผยผลการสำรวจถึง 3 กลยุทธ์สำคัญที่ทุกองค์กรต้องกำหนดอย่างเร่งด่วน หากคาดหวังความสำเร็จในการบริหารความมั่นคงปลอดภัย โดยเป็นการศึกษาความคิดเห็นของ CIO, CSO, IT Director, IT Manager และ IT Staff ซึ่งทีมงาน DestinationOne ได้นำมาสรุปและแบ่งปันให้กับทุกท่านในบทความนี้



กลยุทธ์ 1: การกำหนดนโยบาย, แผนการดำเนินงาน, แผนกลยุทธ์ ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความมั่นคงสารสนเทศ จะต้องสอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กร ไม่ยึดติดกับเทคโนโลยีใดๆ และต้องมีความยืดหยุ่นเพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนได้อยู่เสมอ รองรับกับ Emerging Security Risk และสภาพแวดล้อมที่หมุนไปอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญคือผู้บริหารจะต้องแสดงออกถึงภาวะผู้นำอย่างเหมาะสม

กลยุทธ์ 2: ต้องมั่นใจว่าบุคลากรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนได้รับข้อมูลข่าวสารและการฝึกอบรมเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศอย่างเพียงพอ เพราะจากผลการวิจัยพบว่าเหตุละเมิดความมั่นคงปลอดภัยส่วนใหญ่นั้น เกิดขึ้นจากความผิดพลาดโดยไม่เจตนาของพนักงาน และความพยายามล่วงละเมิดโดยบุคคลภายในองค์กรนั้นเอง

กลยุทธ์ 3: กำหนดนโยบายเพื่อบริหารความมั่นคงปลอดภัยในการใช้งาน Mobile Device, Cloud Service และ Digital Resource เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังมาแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งนอกจากความสะดวกสบายแล้วก็ยังนำมาซึ่งภัยคุกคามและความเสี่ยงในระดับที่สูงขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังจะต้องมีการกำหนดนโยบายด้าน Incident Response อย่างเหมาะสมอีกด้วย

กลยุทธ์เหล่านี้มีความสำคัญมากสำหรับทุกองค์กรที่ต้องการบริหารความมั่นคงปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะต้องดำเนินการบนพื้นฐานของผลการประเมินความเสี่ยงอย่างเหมาะสมด้วยครับ





Content Cr: EDUCAUSE, DestinationOne Counselor
Photo Cr: SpokeInteractive

Tuesday, December 22, 2015

แนวโน้ม CyberSecurity ปี 2016



แนวโน้ม CyberSecurity ปี 2016

ตลอดปี 2015 ที่กำลังจะสิ้นสุดลงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเทคโนโลยีและการดำเนินธุรกิจทุกประเภทต่างก็พากันย้ายเข้าสู่ยุค Mobile และ Cloud Computing ซึ่งนั่นย่อมส่งผลต่อการวางแผนโครงสร้างด้านความมั่นคงปลอดภัยของปี 2016 ที่กำลังจะมาถึงอย่างแน่นอน

ISACA เองในฐานะหน่วยงานที่มีความรับผิดชอบด้านความมั่นคงปลอดภัยโดยตรง จึงได้ออกข่าวประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริหารด้าน IT ทุกคนเกิดความตื่นตัวในการเรียนรู้และเพิ่มพูนทักษะเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด และได้เผยผลการสำรวจเกี่ยวกับแนวโน้ม CyberSecurity ของปี 2016 ดังนี้..



  1. ภัยคุกคามจะมุ่งโจมตีอุปกรณ์สวมใส่, อุปกรณ์การแพทย์ และเครื่องเล่นเกมส์มากขึ้น ธุรกิจ B2B จะมีการใช้ Internet of Things เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยสี่เท่าภายในปี 2020 ซึ่งหมายถึงการเพิ่มขึ้นของอุปกรณ์สวมใส่, อุปกรณ์การแพทย์, เครื่องเล่นเกมส์, ระบบสมาร์ทโฮม, ระบบสมาร์ทออฟฟิศ, ฯลฯ รวมถึงความเสี่ยงและภัยคุกคามที่มุ่งโจมตีอุปกรณ์และระบบเหล่านี้อีกด้วย การลักลอบดักจับข้อมูลจะสามารถทำได้ง่ายขึ้นด้วยการแฮ็กอุปกรณ์ต่างๆ และมัลแวร์ประเภท Ransomeware ก็จะระบาดรุนแรงเพิ่มขึ้นกว่าเดิม
  2. แฮ็กเกอร์จะมุ่งโจมตีผู้ให้บริการคลาวด์มากขึ้น เพราะในอนาคตอันใกล้ ข้อมูลต่างๆ จะไม่ถูกเก็บไว้ในสำนักงานหรือที่บ้านอีกต่อไป แต่จะถูกย้ายไปเก็บไว้ในคลังข้อมูลบนคลาวด์และเชื่อมต่อใช้งานโดยระบบไร้สายมากขึ้น
  3. คนยุค Millennial จะกังวลเกี่ยวกับการถูกล่วงละเมิดข้อมูลส่วนตัวมากขึ้น จากผลการสำรวจที่เคยมีอยู่แต่เดิม พบว่าคนกลุ่มนี้จะมีความตระหนักถึงการถูกละเมิดข้อมูลส่วนตัวน้อยกว่าคนในกลุ่มอายุอื่นๆ แต่ในช่วงปี 2015 ที่ผ่านมา มีข่าวและเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องฉุกคิดเกี่ยวกับความสำคัญของเรื่องนี้มากขึ้น รูปแบบการใช้ชีวิตก็มีความเปลี่ยนแปลงให้ต้องเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่น การใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ ดังนั้น คนรุ่น Millennial จึงเริ่มเกิดความกระตือรือร้นในการปกป้องข้อมูลของตนเอง
  4. โมบายมัลแวร์และมัลแวร์โฆษณาต่างๆ จะสร้างความวุ่นวายมากขึ้น ธุรกิจบริการและการโฆษณาต่างๆ กำลังย้ายฐานจากแบบเดสก์ท้อปมาสู่โลกโมบายอย่างต่อเนื่อง เราจะได้เห็นมัลแวร์และโฆษณาต่างๆ บุกมาสร้างความรำคาญและคุกคามความเป็นส่วนตัวของเราในปริมาณมหาศาล อีกทั้งจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
  5. CyberSecurity จะกลายเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบหลักของฝ่าย IT ในอีกไม่ช้าภัยคุกคามไซเบอร์จะกลายเป็นภัยที่กระทบถึงความมั่นคงระดับชาติและระบบเศรษฐกิจของโลก บุคลากรฝ่าย IT จึงจำเป็นต้องพัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถให้ทันต่อสถานการณ์อยู่เสมอ และจำเป็นต้องมีการผลิตผู้เชี่ยวชาญด้าน CyberSecurity ออกมาสู่ตลาดให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้รองรับกับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต

May The Security Be With You ตลอดปี 2016 และตลอดไปนะครับ!




Content Cr: ISACA, DestinationOne Counselor
Photo Cr: ImageStocks