Tuesday, April 7, 2015

KPI : The Things You'll Need


KPI : The Things You'll Need
 
แผนธุรกิจ และ ตัวชี้วัดขององค์กร คือสิ่งจำเป็นที่คุณจะต้องมีเพื่อประโยชน์ในการนำเอาผลมาใช้พัฒนาและปรับปรุงการทำงานขององค์กรต่อไป โดยในบทความนี้ ทีมงาน DestinationOne ได้สรุปคำแนะนำในการกำหนด KPI เพื่อช่วยให้ทุกท่านสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ดังนี้

Instructions
    
    1. ดำเนินการประชุมกับผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้ที่เกี่ยวข้องของธุรกิจ อาทิ ผู้บริหาร, ผู้ถือหุ้น และพนักงาน เพื่อ..
a. หารือเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของตัวชี้วัด ที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายของธุรกิจ
b. แจ้งผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของตัวชี้วัดและบทบาทของผู้มีส่วนได้เสีย ในแต่ละขั้นตอนการพัฒนา
c. ดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้

    2. กำหนดนัดหมายการประชุมกับพนักงานในแต่ละแผนก เพื่อ..
a. หารือเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานทั่วไปของแต่ละคน และวิเคราะห์ว่าส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไรบ้าง โดยทีมงานควรจะให้ข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับกิจกรรมการทำงาน พร้อมเอกสารประกอบการ (ถ้าเป็นไปได้)
b. ตรวจสอบมาตรฐานของการปฏิบัติงาน โดยให้แต่ละคนอธิบายถึงความคืบหน้าในการทำงาน เพื่อที่จะได้เห็นมุมมองทั่วไป ระดับ และประสิทธิภาพการทำงาน
 


     3. ประเมินข้อมูลที่ได้มาจากการประชุมกับพนักงาน เพื่อให้สามารถมองเห็นจุดแข็งแกร่งและจุดอ่อนแอในองค์กรของคุณ ที่ส่งผลต่อการปรับปรุงสำคัญทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ ซึ่งก็คือผลการดำเนินงานในการค้นหาความต้องการ รวมถึงการเปลี่ยนแปลง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
 
     4. กำหนดเป้าหมายและมาตรฐาน (Goals and Standard) สำหรับพนักงานที่เหมาะสมและเป็นปัจจุบัน โดยมาตรฐานนั้นต้องสามารถตรวจสอบและวัดผลได้
 
     5. ทดสอบตัวชี้วัด เพื่อให้แน่ใจว่าตัวชี้วัดที่กำหนดขึ้นนั้นมีความ SMART ซึ่งก็คือ เฉพาะเจาะจง, วัดผลได้, เป็นไปได้, เชื่อถือได้ รวมถึงสามารถสำเร็จได้ทันเวลา โดยผู้บริหารจะต้องให้การสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นอย่างเพียงพอเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว
 
     6. ออกแบบระบบ วางแผนการติดตามและประเมินผลการทำงาน ทั้งในระดับแผนกและระดับบุคคล และเมื่อครบตามรอบระยะเวลาที่กำหนด องค์กรจะต้องจัดให้มีการวัดผลมาตรฐานการดำเนินงานของพนักงาน เพื่อให้คะแนนผลการดำเนินงานของพวกเขา ซึ่งจะช่วยให้สามารถประเมินผลตอบแทนหรือค่าตอบแทนสำหรับพนักงานที่บรรลุมาตรฐานได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการทำงานให้กับพนักงานต่อไป


     Content Cr : DestinationOne Counselor
     Photo Cr : Google Search

Wednesday, March 25, 2015

Physical Access Control กับความมั่นคงปลอดภัยตาม ISO 27001:2013



Physical Access Control กับความมั่นคงปลอดภัยตาม ISO 27001:2013



การติดตั้ง ระบบควบคุมการเข้าถึงทางกายภาพ หรือ Physical Access Control นั้น ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเป็นอย่างมากในปัจจุบัน ทั้งในอาคารสำนักงาน ตึกคอนโดมีเนียม และบ้านพักอาศัย อีกทั้งยังมีให้เลือกใช้งานกันอยู่หลากหลายรูปแบบ ซึ่งเจ้าของสถานที่หรือผู้บริหารองค์กรจะต้องพิจารณาเลือกใช้งานอย่างรอบคอบและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขของตนเอง โดยคำนึงถึงความเสี่ยงและความมั่นคงปลอดภัยเป็นหลัก



ในบทความนี้ ทีมงาน DestinationOne ได้รวบรวมประเด็นสำคัญที่ท่านจำเป็นต้องคำนึงถึงในการบริหารจัดการระบบควบคุมการเข้าถึงทางกายภาพ เพื่อให้มีความมั่นคงปลอดภัยสอดคล้องตามมาตรฐาน ISO 27001:2013





10 สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาในการบริหารจัดการระบบ Access Control

  1. ตำแหน่งที่ติดตั้ง เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการบริหารจัดการระบบ Physical Access Control การตัดสินใจเลือกตำแหน่งที่ติดตั้งอย่างถูกต้องเหมาะสมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการ และเสริมความมั่นคงปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
  2. ประเภท การเลือกประเภทของระบบ Physical Access Control นั้น จะต้องพิจารณาตามความเสี่ยงของพื้นที่ และความเหมาะสมในการใช้งาน อาทิ การใช้บัตร Smart Card, การสแกนลายนิ้วมือ, การสแกนรูม่านตา เป็นต้น
  3. การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงพื้นที่ พนักงานทุกคนไม่สมควรได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงพื้นที่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเอง ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องตามมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัย เจ้าของพื้นที่จึงควรจะมีการจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงให้เฉพาะผู้ที่จำเป็นเท่านั้น
  4. ระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูล จำเป็นต้องมีการเก็บบันทึกข้อมูลการผ่านเข้าออกไว้อย่างน้อยเป็นระยะเวลา 90 วัน หรือพิจารณาให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และความต้องการด้านความมั่นคงปลอดภัยขององค์กรเป็นหลัก
  5. การตั้งค่าเวลา เวลาของระบบ Access Control นั้น จะต้องได้รับการตั้งค่าตามหน่วยเวลามาตรฐานสากล รวมถึงสอดคล้องกับระบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถอ้างอิงและตรวจสอบได้หากมีการสืบสวนเกิดขึ้น และจะต้องได้รับการทบทวนความเที่ยงตรงของค่าเวลาอย่างสม่ำเสมอ
  6. การเฝ้าระวัง การติดตั้งระบบ Access Control นั้นจะไม่เกิดประโยชน์อย่างใดเลยหากขาดการเฝ้าระวัง และจะต้องมีการกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติงานอย่างเหมาะสม เช่น หากพบตรวจพบความผิดปกติจะต้องแจ้งไปยังใคร ผ่านทางช่องทางใด วิธีการแจ้งเป็นอย่างไร เป็นต้น
  7. พนักงาน จะต้องมีการตระหนักรู้และมีความตื่นตัวด้านความมั่นคงปลอดภัยอยู่ตลอดระยะเวลาในการปฏิบัติงาน และจะต้องหมั่นสังเกต ตั้งข้อสงสัยอยู่เสมอ เพื่อตรวจหาความผิดปกติ
  8. การสำรองข้อมูล แนวทางในการสำรองข้อมูลนั้นจะขึ้นอยู่กับความจำเป็นและความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ และจะต้องมีการกำหนดขั้นตอนในการสำรองข้อมูล เช่น ประเภทของสื่อบันทึกข้อมูล, ระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูลสำรอง, การดูแลรักษาข้อมูลสำรอง ฯลฯ อย่างมั่นคงปลอดภัยอีกด้วย
  9. โปรแกรม/ซอฟต์แวร์ ที่ใช้เพื่อจัดการระบบ Access Control นั้น จะต้องใช้งานได้ง่ายและมีความมั่นคงปลอดภัย โดยจะต้องผ่านการตรวจหาจุดอ่อนและช่องโหว่อย่างสม่ำเสมอ และจะต้องมีการจัดการผู้ใช้งาน, รหัสผ่าน รวมถึงมีการทบทวนประวัติการเข้าใช้งานอย่างรอบคอบเหมาะสม
  10. สัญญาการให้บริการ องค์กรจะต้องมีการกำหนดข้อตกลงในสัญญาการให้บริการของผู้ให้บริการภายนอกที่ดูแลอุปกรณ์และระบบ Access Control อย่างเหมาะสม เช่น มีการกำหนดรอบระยะเวลาการบำรุงรักษา, เงื่อนไขการแก้ปัญหาหากระบบเกิดการหยุดชะงัก เป็นต้น โดยจะต้องคำถึงความต้องการด้านความมั่นคงปลอดภัยเป็นสำคัญเสมอ



Content Cr : DestinationOne Counselor
Photo Cr : Praetorian & NuSource


Wednesday, March 18, 2015

หลากหลายคำถามที่องค์กรต้องตอบเพื่อป้องกันปัญหา “ข้อมูลรั่วไหล”



หลากหลายคำถามที่องค์กรต้องตอบเพื่อป้องกันปัญหา ข้อมูลรั่วไหล

ในปัจจุบัน “ข้อมูลรั่วไหล” กลายเป็นปัญหาพื้นฐานที่ทุกองค์กรต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ แม้ว่าจะมีการจัดซื้อหรือใช้งานเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเข้มแข็งมากสักเพียงใด ก็ยังคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของการรั่วไหลของข้อมูลได้ เพราะสาเหตุอาจจะเกิดจากความพยายามโจมตีจากผู้มุ่งร้าย การทำงานที่ประมาทเลินเล่อของบุคลากร ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่นำมาซึ่งผลเสียหาย

ดังนั้น แนวทางการแก้ปัญหาข้อมูลรั่วไหลที่ดีที่สุด ก็คือการป้องกันการเกิดเหตุ และการลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากเหตุนั้น - ทางทีมงาน DestinationOne จึงขอนำเสนอ “รายการคำถาม” เพื่อให้ผู้บริหารของทุกองค์กรได้พิจารณา คำถามเหล่านี้จะช่วยให้ท่านได้ทบทวนการดำเนินการและการปฏิบัติงานต่างๆ ในระหว่างค้นหาคำตอบ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนพัฒนาและปรับปรุงต่อไป

คำถามที่องค์กรต้องตอบเพื่อเป็นการป้องกันหรือเตรียมการในการรับมือปัญหา “ข้อมูลรั่วไหล”



  • องค์กรมีการจัดลำดับชั้นความลับอย่างไร
  • องค์กรกำหนดวิธีในการดูแลรักษาและการใช้งานข้อมูลตามชั้นความลับอย่างไร
  • องค์กรมีการควบคุมการเข้าถึงอย่างไร
  • องค์กรมีมาตรฐานรหัสผ่านอย่างไร
  • องค์กรมีนโยบายการนำข้อมูลหรือทรัพย์สินเข้าออกพื้นที่อย่างไร
  • องค์กรมีการควบคุมการเข้าถึงพื้นที่ทางกายภาพอย่างไร
  • องค์กรมีการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดอย่างไร
  • องค์กรมีการมาตรการควบคุมด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศอะไรบ้าง
  • องค์กรมีการกำหนดกฎระเบียบการใช้งานทรัพย์สินแต่ละประเภทอย่างไร
  • องค์กรมีการควบคุมการใช้งานสื่อบันทึกข้อมูลอย่างไร
  • องค์กรมีการทำลายข้อมูลอย่างมั่นคงปลอดภัยอย่างไร
  • องค์กรมีการเข้ารหัสข้อมูลสำคัญอย่างไร
  • องค์กรมีการบริหารจัดการความเสี่ยงทางด้านความมั่นคงปลอดภัยอย่างไร
  • องค์กรมีการบริหารจัดการเหตุละเมิดความมั่นคงปลอดภัยอย่างไร
  • องค์กรมีการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
  • องค์กรมีการทบทวนประวัติการเข้าถึง ประวัติการใช้งานระบบและเหตุการณ์ต่างๆ ทางด้านความมั่นคงปลอดภัยอย่างไร
  • องค์กรมีวิธีการในการคัดเลือกหรือตรวจสอบประวัติของพนักงานอย่างไร
  • องค์กรมีการให้พนักงานลงนามในเอกสารสัญญาการรักษาความลับของข้อมูลอย่างไร
  • องค์กรมีการสร้างความตระหนักรู้และให้ความรู้ทางด้านความมั่นคงปลอดภัยอย่างไร
  • องค์กรมีบทลงโทษในกรณีมีการละเมิดความมั่นคงปลอดภัยอย่างไร

การตั้งคำถามเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาปรับปรุงที่ดีเสมอ!!



Content Cr : DestinationOne Counselor
Photo Cr : FreeImage.net

Thursday, March 12, 2015

การจัดการกระบวนการ (Process Management) ตอนที่ 3

การจัดการกระบวนการ (Process Management) ตอนที่ 3

จากบทความ 2 ตอนแรกที่ผ่านมา คุณคงทราบกันแล้วว่ากระบวนการทำงานที่ดีนั้น มาจากการวางแผน การออกแบบกระบวนการที่ดี ซึ่งจะทำให้เกิดประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่น นอกจากนี้ เรายังจำเป็นต้องมีวิธีการติดตามควบคุม (Monitor and Control) ตลอดจนพัฒนาปรับปรุง (Improvement) เพื่อให้กระบวนการมีความทันสมัย ทันเทคโนโลยี และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

แผนและกระบวนการที่ออกแบบไว้จะต้องถูกนำไปใช้อย่างรัดกุม ตอบสนองความต้องการใช้งาน  ตรงตามกำหนดเวลา โดยที่จะต้องมีประสิทธิภาพ เราจึงต้องมีการควบคุมติดตามวัดผล โดยกำหนดตัวชี้วัดหรือตั้งคำถาม เช่น ติดตามว่างานที่ได้ดำเนินการไปนั้นตรงตามแผนหรือไม่ มีการเบี่ยงเบนไปจากแผนบ้างหรือเปล่า มีความคืบหน้าไปถึงไหน งบประมาณที่ใช้บานปลายหรือเปล่า และผลของงานตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ ขาดแคลนบุคลากรหรือเครื่องมือหรือเปล่า และจะต้องติดตามประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น

สำหรับวิธีการติดตามผลนั้น สามารถทำได้หลายรูปแบบ แต่วิธีพื้นฐานง่ายๆ อย่างหนึ่งก็คือ การจัดประชุมทีมงานหรือผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการอย่างสม่ำเสมอ หรือตามรอบระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ โดยร่วมกันแบ่งปันข้อมูล ปัญหา เหตุการณ์ที่ได้พบเจอ และร่วมมือกันแก้ปัญหา ซึ่งจะต้องมีการจดบันทึกการประชุมทุกครั้ง






ทั้งนี้ ใน การกำหนดตัวชี้วัด (Measurement) นั้น ควรจะพิจารณาติดตามควบคุมในประเด็นดังต่อไปนี้
  1. กำหนดระยะเวลา หรือช่วงวันเวลาที่จะเข้าทำการติดตามตรวจสอบ
  2. จัดเตรียม Checklist สิ่งที่ต้องทำ และผลที่จะได้ (Output, Work Product) ในแต่ละขั้นตอน
  3. กำหนดตัวชี้วัดในทุกขั้นตอนหรือในทุกกิจกรรมการทำงาน การกำหนดเงื่อนไขการให้คะแนนดัชนีชี้วัดแต่ละตัวให้อยู่บนพื้นฐานที่สามารถนาไปใช้ในการเปรียบเทียบผลงานที่เกิดขึ้นได้
  4. จัดเตรียมเครื่องมือที่ใช้วัดผลการดาเนินงานหรือประเมินผลการดาเนินงาน - KPI (Key Performance Indicator) และเชื่อมโยงผลงานที่ได้จากดัชนีชี้วัดกับการประเมินผลการปฏิบัติงาน
ภายหลังจากที่ได้มีการติดตามควบคุม เก็บข้อมูลตัวชี้วัดและผลของงานแล้ว ในที่สุดเราก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากการนำข้อมูลเหล่านี้มาทำการปรับปรุงกระบวนการต่อไป




สำหรับ การปรับปรุงกระบวนการ (Process Improvement) นั้น โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะมีสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไปดังนี้
  1. ประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของกระบวนการที่ต้องการจะปรับปรุง
  2. กำหนดแนวทางและแผนงานสำหรับปรับปรุงกระบวนการที่ได้เลือกไว้
  3. จัดทำคำอธิบายกระบวนการมาตรฐานที่ปรับปรุงแล้ว
  4. จัดทำสารบัญสินทรัพย์ประเภทกระบวนการขององค์กร
  5. สร้างฐานข้อมูลดัชนีตัววัด (Measurement Repository)
  6. สร้างฐานข้อมูลจัดเก็บคำแนะนำสำหรับการปรับปรุงกระบวนการ (Process Improvement Recommendation Repository)
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เราจะต้องประยุกต์ใช้ดัชนีชี้วัดในการจัดการกระบวนการ เพื่อผลักดันให้เกิดการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้กระบวนการของเรามีประสิทธิภาพที่ดียิ่งๆ ขึ้นไป


Content Cr : DestinationOne Counselor
Photo Cr : FreeImage.net