Tuesday, March 27, 2018

Cyber Security: ภัยคุกคามบนโลกไซเบอร์ที่ต้องพึงระวัง 1


Cyber Security: ภัยคุกคามบนโลกไซเบอร์ที่ต้องพึงระวัง (ตอนที่ 1)



Cyber Security หรือ “ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์” เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงในทุกภาคส่วน แต่เดิมคนมักจะเข้าใจว่ามันเป็นประเด็นในระดับองค์กรเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง การโจมตีของแฮ็กเกอร์ไม่เคยเลือกที่รักมักที่ชัง ต่อให้เป็นผู้ใช้งาน Smart Device หรือคอมพิวเตอร์ตามบ้านทั่วไปก็สามารถตกเป็นเหยื่อของภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้เพียงแค่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ท



เมื่อการสื่อสารและเทคโนโลยีมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ไวจนถึงขั้นบางจังหวะสามารถรู้สึกได้ถึงความน่ากลัว เราได้ยินข่าวการโจมตีระบบหรือเว็บไซต์ต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่นเมื่อเร็วๆ นี้ เว็บไซต์ของการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว PyeongChang Games 2018 ประเทศเกาหลีใต้ ถูกโจมตีจนไม่สามารถให้บริการได้นานถึง 12 ชั่วโมง ในระหว่างนั้นการจองตั๋วออนไลน์และระบบต่างๆ จึงเกิดการหยุดชะงัก สร้างความเสียหายทั้งทางด้านรายได้และภาพลักษณ์



ยิ่งนับวันอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ทตามบ้านก็ยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จากโทรศัพท์บ้านก็กลายเป็นสมาร์ทโฟน หรือแม้แต่โทรทัศน์ก็ถูกอัพเกรดเป็นสมาร์ททีวี สรุปได้ว่า Internet of Things เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสิ่งที่ตามมาพร้อมกันก็คือจุดอ่อนที่เปิดช่องให้แฮ็กเกอร์สามารถเข้าถึงตัวเราได้ง่ายขึ้น เช่น การล้วงข้อมูล การแกล้งสั่งเปิดปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน การแอบเบิกเงินออกจาบัญชีธนาคารไปหมดในพริบตา แต่สิ่งเหล่านี้เราสามารถลดความเสี่ยงได้หากมีสติ และมีการเตรียมพร้อมจัดหาระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยอย่างเหมาะสม



อาชญากรไซเบอร์ที่พุ่งเป้ามาโจมตีครัวเรือนก็เพราะครอบครัวส่วนใหญ่ยังขาดการปกป้องและป้องกัน ยกตัวอย่างว่ามีเด็กนับล้านที่เป็นผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน เครื่องเหล่านี้ได้รับการลงแอพสแกนไวรัสบ้างหรือไม่ มีการปกป้องด้วยรหัสผ่านบ้างหรือเปล่า มีการควบคุมการเข้าถึงเว็บไซต์สุ่มเสี่ยงบ้างไหม ฯลฯ ดังนั้น สิ่งที่เราสามารถทำได้ง่ายและดีที่สุดก็คือการทำความเข้าใจและหาความรู้เกี่ยวกับเรื่อง Cyber Security และ Cyber Threats





หากเราติดตามข่าวสาร เรามักจะได้ยินคำเตือนให้ระวังการโจมตีของมัลแวร์ (Malware) หรือไม่ก็ระวังอีเมล์/เว็บไซต์ฟิชชิ่ง (Phisshing) ฯลฯ แล้วเราพอจะทราบหรือไม่ว่าคำศัพท์พวกนี้หมายความถึงอะไร.. การทำความเข้าใจเรื่องเหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจคำแจ้งเตือนต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น ผลที่ตามก็คือเราสามารถกำหนดมาตรการปกป้องและป้องกันได้อย่างเหมาะสม บทความนี้จะมาให้คำอธิบายอย่างง่ายเพื่อเริ่มเรียนรู้ไปด้วยกัน



มัลแวร์ & ไวรัส :



หลายคนมักจะสับสนและใช้ 2 คำนี้ในความหมายสลับกัน - “ไวรัส” (Virus) ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเชื้อโรคในร่างกายคน แต่เป็นคำเปรียบเปรยการทำงานที่คล้ายคลึงกัน ไวรัสคอมพิวเตอร์คือโปรแกรมที่มีการเขียนชุดคำสั่งเฉพาะบนระบบปฏิบัติการนั้นๆ เพื่อให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง มักจะแฝงตัวมากับแอพพลิเคชั่นหรือไฟล์ และสามารถแพร่กระจายไปยังเครื่องอื่นๆ ได้ แต่ไวรัสจะทำงานก็ต่อเมื่อมีการรันแอพพลิเคชั่นหรือเปิดไฟล์เท่านั้น - ส่วน “มัลแวร์” (Malware) เป็นชื่อเรียกโดยรวมของโปรแกรมทุกชนิดที่ถูกออกแบบมาเพื่อมุ่งร้ายต่อคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นไวรัส, เวิร์ม, โทรจัน, สปายแวร์ โดยสรุปแล้วไวรัสก็คือมัลแวร์ประเภทหนึ่งนั่นเอง



สำหรับมัลแวร์ตัวอื่นๆ ที่อาจจะคุ้นชื่อกันอยู่บ้างนั้น เช่น



เวิร์ม (Worm) : มีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถแพร่กระจายหรือสำเนา (Copy) ตัวเองไปยังคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครื่องอื่นๆได้เอง ผ่านทางระบบเครือข่าย เช่น อีเมล์ หรือแชร์ไฟล์ แต่ความแตกต่างระหว่างเวิร์มกับไวรัส ก็คือเวิร์มไม่จำเป็นต้องใช้โปรแกรมปฏิบัติการเพื่อทำงาน (โปรแกรมปฏิบัติการคือโปรแกรมที่ใช้รันหรือเรียกใช้โค้ด โดยทั่วไปมักจะลงท้ายด้วยนามสกุลไฟล์ .exe และต้องได้รับอนุญาตจากผู้ใช้ก่อนเพื่อดำเนินการต่อไป) ถ้าคุณเคยดาวน์โหลดโปรแกรมจากเว็บไซต์ที่มีเวิร์มแฝงมาด้วยและติดตั้งไว้ในคอมพิวเตอร์ของคุณแล้ว นั่นหมายความว่าคุณได้อนุญาตและเปิดประตูรับสิ่งแปลกปลอมเข้ามาแล้วนั่นเอง



โทรจัน (Trojan) : ดูเผินๆ ก็คล้ายกับโปรแกรมที่ปลอดภัยทั่วไป แต่อันที่จริงแล้วจะสร้างความเสียหายเมื่อผู้ใช้หลงเชื่อนำไปติดตั้ง โปรแกรมอันตรายก็จะแอบเจาะระบบและข้อมูลโดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว



สปายแวร์ (Spyware) : จะคอยแอบดูพฤติกรรมและบันทึกการใช้งานของผู้ใช้ รวมถึงคอยดักขโมยข้อมูลส่วนตัว ทำพฤติกรรมเหมือนนักสืบ เช่น บัญชีผู้ใช้งาน, รหัสผ่าน หรือข้อมูลทางการเงิน แล้วส่งออกไปยังเครื่องปลายทางของแฮ็กเกอร์



นอกจากนี้ ยังมีมัลแวร์อีก 2 ตัวที่ควรทำความรู้จักไว้ด้วย คือ  “Backdoor” ซึ่งเป็นการเปิดช่องทางให้ผู้อื่นเข้ามาใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราโดยที่ไม่รู้ตัว และ “Rootkit” ที่เปิดช่องทางให้ผู้อื่นเข้ามาติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมเพื่อควบคุมเครื่อง พร้อมกับได้ครอบครองสิทธิ์ของผู้ดูแลระบบ (Root)



ข้อแนะนำในการป้องกันมัลแวร์



  • อัพเดทคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ในเครื่องอย่างสม่ำเสมอ
  • ติดตั้งโปรแกรมป้องกันมัลแวร์ (Anti-malware) ในอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ททั้งหลายของ โดยเฉพาะในเครื่องของเด็กๆ และต้องสอนเขาในเรื่องการใช้งานออนไลน์อย่างปลอดภัยและถูกวิธี
  • ระมัดระวังการใช้งานอุปกรณ์เชื่อมต่อทั้งหลาย เช่น USB Drive, External Hard disk และควรทำการสแกนไวรัสทุกครั้งก่อนใช้งาน
  • ไม่คลิกข้อความโฆษณาหรือหน้าต่าง Pop-up ปลอม (Adware) บนเว็บไซต์ใดๆ เพราะจะเป็นการเริ่มดาวน์โหลดมัลแวร์ ทั้งนี้ ควรจะเช็คและตรวจสอบก่อนคลิกเสมอ
  • ไม่ดาวน์โหลดไฟล์หรือโปรแกรมจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือเสี่ยงต่อการมีมัลแวร์แฝงอยู่ หากจำเป็น ต้องทำการสแกนก่อนที่คุณจะติดตั้งมันลงในเครื่อง โดยเฉพาะไฟล์นามสกุล .exe
  • หลีกเลี่ยงการเปิดอีเมล์ รวมถึงไฟล์แนบที่ต้องสงสัย ที่ส่งมาจากอีเมล์ที่เราไม่รู้จัก และต้องตรวจสอบทุกครั้งก่อนดาวน์โหลดหรือเปิดไฟล์ขึ้นมา



การใช้งานอินเตอร์เน็ตนับเป็นดาบสองคม มีทั้งประโยชน์และโทษในตัว จงจำไว้ว่าเมื่อใดก็ตามที่คุณเชื่อมต่อกับโลกอินเตอร์เน็ต คุณก็มีโอกาสตกเป็นเป้าโจมตีของผู้ไม่หวังดีแล้ว!!




Content Cr: DestinationOne Counselor
Photo Cr: ShutterStock

Monday, March 19, 2018

7 จุดอ่อนด้านความมั่นคงปลอดภัยที่ทุกองค์กรต้องมีมาตรการป้องกัน



7 จุดอ่อนด้านความมั่นคงปลอดภัยที่ทุกองค์กรต้องมีมาตรการป้องกัน

เมื่อการดำเนินธุรกิจในโลกทุกวันนี้ต้องอาศัยความได้เปรียบทางสารสนเทศเพื่อเอาชนะคู่แข่งขัน ไม่ว่าจะเอามาใช้ในการให้บริการแก่ลูกค้า การวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ฯลฯ และอย่างที่เคยย้ำกันมาแล้วหลายครั้งว่า การนำเอาไอทีเข้ามาใช้งานมากเท่าไรก็ยิ่งจะนำเอาความเสี่ยงและภัยคุกคามตามมามากขึ้นทวีคูณ ในบทความนี้ทีมงานของผมจึงได้รวบรวมเอาจุดอ่อนด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ 7 ประการ ที่องค์กรทั่วไปมักจะต้องเผชิญและจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการรับมือ


กระบวนการทางธุรกิจขาดความมั่นคงปลอดภัย : ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรควรจะเป็นผู้ริเริ่มและให้ความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัยควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ โดยในการวางแผนหรือออกแบบกระบวนการ โครงการต่างๆ จำต้องมีการพิจารณาเรื่องความมั่นคงปลอดภัยด้วยเสมอ

บุคลากรขาดความตระหนักรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัย : บุคลากรในทุกระดับขององค์กรควรจะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัย เพื่อให้สามารถคิด วิเคราะห์ และดำเนินการต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม

ระบบปฏิบัติการและโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ ไม่ได้รับการอัพเดท : เจ้าของผลิตภัณฑ์/ผู้พัฒนา OS และแอพพลิเคชั่นต่างๆ มักจะมีการปรับปรุงระบบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับปรุงการใช้งาน ปิดจุดอ่อนหรือช่องโหว่ต่างๆ ตามความเปลี่ยนแปลง ซึ่งหากไม่มีการอัพเดทอาจจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการถูกโจมตี หรือระบบอาจจะทำงานช้าจนถึงใช้งานไม่ได้

ไม่มีการทดสอบด้านความมั่นคงปลอดภัย : ในการจัดซื้อ/จัดจ้าง ควรจะมีการทดสอบความมั่นคงปลอดภัยร่วมด้วยนอกเหนือจากการทดสอบฟังก์ชั่นการทำงานเพียงอย่างเดียว เพราะผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีความมั่นคงปลอดภัยตั้งแต่ต้นย่อมดีที่สุดเสมอ

การบริหารจัดการโครงการขาดความมั่นคงปลอดภัย : ในการบริหารจัดการโครงการต่างๆ ควรจะต้องมีการตั้งเป้าหมายด้านความมั่นคงปลอดภัยร่วมด้วย เพื่อให้การดำเนินการและผลงานที่สำเร็จมีความราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลไม่ได้รับการแบ่งชั้นความลับและการจัดการอย่างเหมาะสม : ข้อมูลคือทรัพย์สินที่สำคัญที่สุด แต่องค์กรส่วนใหญ่กลับละเลยในการจัดประเภทชั้นความลับของข้อมูล ซึ่งผลที่ตามมาก็คือข้อมูลสำคัญ เช่น ข้อมูลลับทางการค้า สัญญาต่างๆ ฯลฯ ไม่ได้รับการปกป้องดูแลอย่างเหมาะสม

ไม่มีกระบวนการบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง : ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ อาทิ การเปลี่ยนระบบที่ตกรุ่นให้ทันสมัย ฮาร์ดแวร์ชำรุดต้องมีการจัดซื้อของใหม่มาทดแทน การเปลี่ยนตัวบุคลากรที่รับผิดชอบงาน ฯลฯ หากไม่มีการวิเคราะห์ความเสี่ยง ผลกระทบ หรือจัดหาแผนสำรองฉุกเฉินอย่างเหมาะสม การเปลี่ยนแปลงนั้นอาจจะทำให้เกิดการหยุดชะงักหรือผลกระทบเชิงลบได้





Content Cr: DestinationOne Counselor
Photo Cr: 123RF

Tuesday, January 30, 2018

ผลวิจัยด้านงบประมาณไอทีปี 2018



ผลวิจัยด้านงบประมาณไอทีปี 2018: การเงินและการลงทุน

ปัจจุบันนี้ การวางแผนจัดทำงบประมาณการเงินในแต่ละปี (Annual Budget) ย่อมต้องมีการพิจารณาค่าใช้จ่ายหรือการลงทุนด้านเทคโนโลยีและไอที เป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการก้าวเข้ามามีบทบาทอย่างเต็มตัวของการนำระบบสารสนเทศเข้ามาช่วยทุ่นแรง ประหยัดเวลาการทำงาน เพิ่มยอดขาย และการใช้กลยุทธ์ในเชิงดิจิตัลมากขึ้น เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุค 4.0 (Digital Transformation)

Gartner ชี้ว่า ผู้บริหารระดับประธานเจ้าหน้าที่บริหารจำนวนมากเริ่มมองเห็นความสำคัญของระบบไอที จากเดิมที่มีความสำคัญอยู่เพียง 19% ในระหว่างปี 2016 แต่เมื่อถึงปี 2017 ระบบไอทีถูกเพิ่มความสำคัญขึ้นมาเป็น 31% เนื่องจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุปกรณ์และแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อเข้าหากัน ทำให้หลายบริษัทต้องปรับตัวเองทั้งด้านผลิตภัณฑ์ บริการ และกระบวนการทำงาน โดยเฉพาะการก้าวสู่โลกดิจิตัล

TechPro Research ได้ทำการสำรวจเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของปี 2018 จากหลายๆ บริษัท เพื่อศึกษาว่ามีความแตกต่างกันมากน้อยขนาดไหนเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา บริษัทใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง และคุ้มค่ากับที่ได้ตั้งงบไว้หรือไม่ ด้วย 7 คำถามดังต่อไปนี้



  1. บริษัทคาดว่าจะมีการใช้จ่ายด้านสารสนเทศสำหรับธุรกิจขององค์กรในปี2018 สักเท่าไร?
  2. ได้มีการเปรียบเทียบงบประมาณด้านไอทีของปี2018 กับปีที่ผ่านมาไว้หรือไม่? เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร?
  3. หากบริษัทหรือองค์กรของคุณเป็นผู้นำด้านไอที คุณคิดว่าควรจะจัดสรรงบประมาณด้านไอทีสักเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม เมื่อเทียบกับกลุ่มธุรกิจอื่นๆ?
  4. งบประมาณที่จัดสรรให้กับด้านไอทีมีสัดส่วนเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับงบประมาณโดยรวมของบริษัท?
  5. บริษัทมีค่าใช้จ่ายด้านไอทีที่อยู่นอกเหนือจากการวางแผนงบประมาณรายปีบ้างหรือไม่ คิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่และมาจากอะไร? สิ่งใดที่คุณพร้อมจะจ่ายหรือให้ความสำคัญมากที่สุดด้านเทคโนโลยีในปี2018?
  6. Vendors มีส่วนช่วยในกระบวนการจัดทำงบประมาณหรือไม่ อย่างไร?
  7. ใครเป็นคนจัดทำรายการ (Items) เพื่อเสนอจัดสรรงบประมาณในแต่ละแผนก?

รองประธานกรรมการบริหารของธุรกิจระหว่างประเทศรายหนึ่งได้ให้ความเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของผู้ผลิตแต่ละรายย่อมมีความแตกต่างกันไป บางรายอาจจะมีการนำเอาเทคโนโลยีล่าสุดในเวลานั้นมาใช้ อาทิ เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ระบบ 3 มิติ, หุ่นยนต์, ระบบเซนเซอร์ หรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นต้น ฉะนั้น การจัดสรรการลงทุนให้ส่วนไอทีก็จะมีการเพิ่มขึ้น การลงทุนด้านเทคโนโลยีนั้นถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดก็ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับธุรกิจของตนเสมอไป การนำเอาเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ต่างหากที่จะช่วยให้สามารถพัฒนาธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและคุ้มกับงบประมาณ

ผลสำรวจพบว่า กว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างมีการจัดสรรทุนทุ่มให้กับส่วนไอทีเพิ่มมากขึ้นทั้งนั้น นอกจากนี้ ยังพบแนวโน้มน่าสนใจอื่นอีกด้วยกล่าวคือ ในแผนกไอทีมีการใช้จ่ายด้านความมั่นคงปลอดภัย (Security Spending) มากขึ้น อีกทั้ง 53% ของผลการสำรวจบ่งชี้ว่า งบประมาณในปี 2018 จะเทไปให้กับการจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมายเท่าใดนัก เพราะเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นในปี2017 เช่น WannaCry หรือ WannaCrypt ที่มุ่งโจมตีบริษัทสำคัญต่างๆ ทั่วโลก นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจยังระบุอีกว่าการจัดซื้อฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการคลาวด์ ถูกจัดลำดับความสำคัญอยู่ในระดับต้นๆ เลยทีเดียว

กระบวนการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่โลกดิจิตัลนั้นยังคงต้องเผชิญกับทางเลือกมากมาย หากตัดสินใจเลือกไปแล้ว ผลที่ตามมาอาจจะมีทั้งธุรกิจเจริญก้าวหน้า หรือล้มหายตายจากไป อย่างไรก็ตาม ทุกคนย่อมรู้ดีว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่เคยง่าย ต้องคิดอยู่เสมอว่าจะเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงอย่างไร มีต้นทุนในการดำเนินการเท่าใด หรือไม่เช่นนั้น ก็จำเป็นต้องรู้ตัวว่ามีประสบการณ์หรือความอดทนต่อช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงได้ดีเพียงใด เมื่อต้องประสบปัญหาหากเลือกที่จะทำในแบบ “เดิม”

อยากเน้นย้ำว่าการเปิดกว้างและยอมรับเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีใหม่ๆ ถือเป็นข้อสำคัญที่บริษัทต่างๆ ทั่วโลกควรพิจารณา และต้องจัดสรรงบประมาณไว้รองรับ




Content Cr: TechPro Research / DestinationOne Counselor
Photo Cr: Fotolia

Wednesday, January 24, 2018

ตัวอย่าง : เอกสารแบบฟอร์ม Data Center Log Book

ตัวอย่าง : เอกสารแบบฟอร์ม Data Center Log Book

ตามข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2013 นั้น การเข้า-ออกพื้นที่ Data Center ซึ่งถือเป็นพื้นที่มั่นคงปลอดภัยสำคัญ จำเป็นต้องมีการเก็บ Log บันทึกข้อมูลอยู่เสมอ โดยทีมงานของ DestinationOne ได้จัดทำตัวอย่างของแบบฟอร์มบันทึกข้อมูลดังกล่าวมาให้ท่านดูเป็นแนวทางดังรูปด้านล่างนี้ครับ


Note: DestinationOne ขอสงวนสิทธิ์ของตัวอย่างเอกสารนี้ โดยอนุญาตให้นำไปใช้เพื่อประโยชน์เชิงวิชาการหรือเพื่อการประยุกต์ใช้ภายใน องค์กรเท่านั้น ห้ามนำไปใช้ ดัดแปลง หรือแอบอ้างเพื่อการหาประโยชน์เชิงการค้าโดยเด็ดขาด.

Wednesday, January 3, 2018

Technology Trend 2018

Technology Trend 2018

ขึ้นปีใหม่ทั้งที ก็ต้องมีอัพเดทกันว่าเทรนด์อะไรจะเข้ามามีบทบาทกับปี 2018 นี้บ้าง.. แอดเลยสรุปเน้นๆ 5 เทรนด์จากบทความของ DigitalTrends.com มาฝากแฟนเพจค่ะ..


(1) Blockchain เทรนด์นี้แรงข้ามปีค่ะ แต่ปีนี้จะจับต้องได้มากขึ้น และถูกนำมาใช้ในเชิงธุรกิจจริงจังขึ้น
.
(2) ARM Powered Laptop คอมพิวเตอร์ที่ใช้ทำงานจะถูกพัฒนาชิปให้เป็นโมบาล์ยและ
มีพลังงานแบตเตอรี่ยาวนานขึ้นกว่าเดิม
.
(3) End of Smartphone อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะเทรนด์จะเปลี่ยนเป็น Intelligent Phone ซึ่งหมายความว่ามันจะฉลาดขึ้นไปอีก
.
(4) Touchless Interface หมดยุคสัมผัสเพื่อสั่งงานอุปกรณ์แล้วค่ะ ปีนี้แค่ออกเสียงหรือขยิบตาก็สามารถได้ในสิ่งที่คุณต้องการ
.
(5) Cloud Computing taking to the edge ยุคนี้เราใช้งานดาต้าจำนวนมหึมามหาศาล ที่จำเป็นต้องมีความรวดเร็วและคล่องตัวมากขึ้นเรื่อยๆ อะไรจะตอบโจทย์ได้ดีไปกว่าการนำ Cloud มาใช้เพื่อ Edge Computing ล่ะคะ
.
เป็นอย่างไรบ้างคะ เทรนด์ที่แอดสรุปมาฝาก น่าจะช่วยให้คุณวางแผนกลยุทธ์ของปี 2018 นี้ได้ไม่มากก็น้อยใช่ไหมคะ.. Happy New Year ค่ะ!



Source: DigitalTrends.com
Content: DestinationOne Counselor
Photo: CanStockPhoto.com