Showing posts with label Cyber Attack. Show all posts
Showing posts with label Cyber Attack. Show all posts

Tuesday, March 27, 2018

Cyber Security: ภัยคุกคามบนโลกไซเบอร์ที่ต้องพึงระวัง 1


Cyber Security: ภัยคุกคามบนโลกไซเบอร์ที่ต้องพึงระวัง (ตอนที่ 1)



Cyber Security หรือ “ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์” เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงในทุกภาคส่วน แต่เดิมคนมักจะเข้าใจว่ามันเป็นประเด็นในระดับองค์กรเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง การโจมตีของแฮ็กเกอร์ไม่เคยเลือกที่รักมักที่ชัง ต่อให้เป็นผู้ใช้งาน Smart Device หรือคอมพิวเตอร์ตามบ้านทั่วไปก็สามารถตกเป็นเหยื่อของภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้เพียงแค่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ท



เมื่อการสื่อสารและเทคโนโลยีมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ไวจนถึงขั้นบางจังหวะสามารถรู้สึกได้ถึงความน่ากลัว เราได้ยินข่าวการโจมตีระบบหรือเว็บไซต์ต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่นเมื่อเร็วๆ นี้ เว็บไซต์ของการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว PyeongChang Games 2018 ประเทศเกาหลีใต้ ถูกโจมตีจนไม่สามารถให้บริการได้นานถึง 12 ชั่วโมง ในระหว่างนั้นการจองตั๋วออนไลน์และระบบต่างๆ จึงเกิดการหยุดชะงัก สร้างความเสียหายทั้งทางด้านรายได้และภาพลักษณ์



ยิ่งนับวันอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ทตามบ้านก็ยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จากโทรศัพท์บ้านก็กลายเป็นสมาร์ทโฟน หรือแม้แต่โทรทัศน์ก็ถูกอัพเกรดเป็นสมาร์ททีวี สรุปได้ว่า Internet of Things เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสิ่งที่ตามมาพร้อมกันก็คือจุดอ่อนที่เปิดช่องให้แฮ็กเกอร์สามารถเข้าถึงตัวเราได้ง่ายขึ้น เช่น การล้วงข้อมูล การแกล้งสั่งเปิดปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน การแอบเบิกเงินออกจาบัญชีธนาคารไปหมดในพริบตา แต่สิ่งเหล่านี้เราสามารถลดความเสี่ยงได้หากมีสติ และมีการเตรียมพร้อมจัดหาระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยอย่างเหมาะสม



อาชญากรไซเบอร์ที่พุ่งเป้ามาโจมตีครัวเรือนก็เพราะครอบครัวส่วนใหญ่ยังขาดการปกป้องและป้องกัน ยกตัวอย่างว่ามีเด็กนับล้านที่เป็นผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน เครื่องเหล่านี้ได้รับการลงแอพสแกนไวรัสบ้างหรือไม่ มีการปกป้องด้วยรหัสผ่านบ้างหรือเปล่า มีการควบคุมการเข้าถึงเว็บไซต์สุ่มเสี่ยงบ้างไหม ฯลฯ ดังนั้น สิ่งที่เราสามารถทำได้ง่ายและดีที่สุดก็คือการทำความเข้าใจและหาความรู้เกี่ยวกับเรื่อง Cyber Security และ Cyber Threats





หากเราติดตามข่าวสาร เรามักจะได้ยินคำเตือนให้ระวังการโจมตีของมัลแวร์ (Malware) หรือไม่ก็ระวังอีเมล์/เว็บไซต์ฟิชชิ่ง (Phisshing) ฯลฯ แล้วเราพอจะทราบหรือไม่ว่าคำศัพท์พวกนี้หมายความถึงอะไร.. การทำความเข้าใจเรื่องเหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจคำแจ้งเตือนต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น ผลที่ตามก็คือเราสามารถกำหนดมาตรการปกป้องและป้องกันได้อย่างเหมาะสม บทความนี้จะมาให้คำอธิบายอย่างง่ายเพื่อเริ่มเรียนรู้ไปด้วยกัน



มัลแวร์ & ไวรัส :



หลายคนมักจะสับสนและใช้ 2 คำนี้ในความหมายสลับกัน - “ไวรัส” (Virus) ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเชื้อโรคในร่างกายคน แต่เป็นคำเปรียบเปรยการทำงานที่คล้ายคลึงกัน ไวรัสคอมพิวเตอร์คือโปรแกรมที่มีการเขียนชุดคำสั่งเฉพาะบนระบบปฏิบัติการนั้นๆ เพื่อให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง มักจะแฝงตัวมากับแอพพลิเคชั่นหรือไฟล์ และสามารถแพร่กระจายไปยังเครื่องอื่นๆ ได้ แต่ไวรัสจะทำงานก็ต่อเมื่อมีการรันแอพพลิเคชั่นหรือเปิดไฟล์เท่านั้น - ส่วน “มัลแวร์” (Malware) เป็นชื่อเรียกโดยรวมของโปรแกรมทุกชนิดที่ถูกออกแบบมาเพื่อมุ่งร้ายต่อคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นไวรัส, เวิร์ม, โทรจัน, สปายแวร์ โดยสรุปแล้วไวรัสก็คือมัลแวร์ประเภทหนึ่งนั่นเอง



สำหรับมัลแวร์ตัวอื่นๆ ที่อาจจะคุ้นชื่อกันอยู่บ้างนั้น เช่น



เวิร์ม (Worm) : มีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถแพร่กระจายหรือสำเนา (Copy) ตัวเองไปยังคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครื่องอื่นๆได้เอง ผ่านทางระบบเครือข่าย เช่น อีเมล์ หรือแชร์ไฟล์ แต่ความแตกต่างระหว่างเวิร์มกับไวรัส ก็คือเวิร์มไม่จำเป็นต้องใช้โปรแกรมปฏิบัติการเพื่อทำงาน (โปรแกรมปฏิบัติการคือโปรแกรมที่ใช้รันหรือเรียกใช้โค้ด โดยทั่วไปมักจะลงท้ายด้วยนามสกุลไฟล์ .exe และต้องได้รับอนุญาตจากผู้ใช้ก่อนเพื่อดำเนินการต่อไป) ถ้าคุณเคยดาวน์โหลดโปรแกรมจากเว็บไซต์ที่มีเวิร์มแฝงมาด้วยและติดตั้งไว้ในคอมพิวเตอร์ของคุณแล้ว นั่นหมายความว่าคุณได้อนุญาตและเปิดประตูรับสิ่งแปลกปลอมเข้ามาแล้วนั่นเอง



โทรจัน (Trojan) : ดูเผินๆ ก็คล้ายกับโปรแกรมที่ปลอดภัยทั่วไป แต่อันที่จริงแล้วจะสร้างความเสียหายเมื่อผู้ใช้หลงเชื่อนำไปติดตั้ง โปรแกรมอันตรายก็จะแอบเจาะระบบและข้อมูลโดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว



สปายแวร์ (Spyware) : จะคอยแอบดูพฤติกรรมและบันทึกการใช้งานของผู้ใช้ รวมถึงคอยดักขโมยข้อมูลส่วนตัว ทำพฤติกรรมเหมือนนักสืบ เช่น บัญชีผู้ใช้งาน, รหัสผ่าน หรือข้อมูลทางการเงิน แล้วส่งออกไปยังเครื่องปลายทางของแฮ็กเกอร์



นอกจากนี้ ยังมีมัลแวร์อีก 2 ตัวที่ควรทำความรู้จักไว้ด้วย คือ  “Backdoor” ซึ่งเป็นการเปิดช่องทางให้ผู้อื่นเข้ามาใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราโดยที่ไม่รู้ตัว และ “Rootkit” ที่เปิดช่องทางให้ผู้อื่นเข้ามาติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมเพื่อควบคุมเครื่อง พร้อมกับได้ครอบครองสิทธิ์ของผู้ดูแลระบบ (Root)



ข้อแนะนำในการป้องกันมัลแวร์



  • อัพเดทคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ในเครื่องอย่างสม่ำเสมอ
  • ติดตั้งโปรแกรมป้องกันมัลแวร์ (Anti-malware) ในอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ททั้งหลายของ โดยเฉพาะในเครื่องของเด็กๆ และต้องสอนเขาในเรื่องการใช้งานออนไลน์อย่างปลอดภัยและถูกวิธี
  • ระมัดระวังการใช้งานอุปกรณ์เชื่อมต่อทั้งหลาย เช่น USB Drive, External Hard disk และควรทำการสแกนไวรัสทุกครั้งก่อนใช้งาน
  • ไม่คลิกข้อความโฆษณาหรือหน้าต่าง Pop-up ปลอม (Adware) บนเว็บไซต์ใดๆ เพราะจะเป็นการเริ่มดาวน์โหลดมัลแวร์ ทั้งนี้ ควรจะเช็คและตรวจสอบก่อนคลิกเสมอ
  • ไม่ดาวน์โหลดไฟล์หรือโปรแกรมจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือเสี่ยงต่อการมีมัลแวร์แฝงอยู่ หากจำเป็น ต้องทำการสแกนก่อนที่คุณจะติดตั้งมันลงในเครื่อง โดยเฉพาะไฟล์นามสกุล .exe
  • หลีกเลี่ยงการเปิดอีเมล์ รวมถึงไฟล์แนบที่ต้องสงสัย ที่ส่งมาจากอีเมล์ที่เราไม่รู้จัก และต้องตรวจสอบทุกครั้งก่อนดาวน์โหลดหรือเปิดไฟล์ขึ้นมา



การใช้งานอินเตอร์เน็ตนับเป็นดาบสองคม มีทั้งประโยชน์และโทษในตัว จงจำไว้ว่าเมื่อใดก็ตามที่คุณเชื่อมต่อกับโลกอินเตอร์เน็ต คุณก็มีโอกาสตกเป็นเป้าโจมตีของผู้ไม่หวังดีแล้ว!!




Content Cr: DestinationOne Counselor
Photo Cr: ShutterStock

Wednesday, March 8, 2017

Lifecycle ของการโจมตีทางไซเบอร์



Lifecycle ของการโจมตีทางไซเบอร์

สมัยนี้การโจมตีทางไซเบอร์เกิดขึ้นบ่อยและง่ายยิ่งกว่าการดักปล้นซุ่มยิงเสียอีก ถ้าเราสามารถป้องกันได้ก็ย่อมจะดีที่สุด แต่เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายสิ่ง ซึ่งบางอย่างก็อยู่เหนือการควบคุม

ดังนั้น จึงเป็นการไม่เสียหายถ้าเราจะมาลองเรียนรู้ วงจรชีวิต (Lifecycle) ของการโจมตีทางไซเบอร์เอาไว้ เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของมัน

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยจากหลายสถาบันมีคำแนะนำที่ตรงกันว่า หากเราสามารถตรวจพบการโจมตีนั้นได้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของวงจร ก็จะทำให้เราสามารถจัดการกับมันได้ง่ายขึ้น และลดผลกระทบความเสียหายลง


Lifecycle 6 ขั้นของการโจมตีทางไซเบอร์

ขั้นที่ 1: Reconnaissance – เป็นขั้นตอนที่แฮ็กเกอร์จะประเมินเพื่อคัดเลือกเหยื่อผู้โชคร้าย ซึ่งมักจะเป็นผู้ที่มีจุดอ่อนและคุ้มค่าแก่การโจมตี เช่น สถาบันทางการเงิน, หน่วยงานราชการ ฯลฯ จากนั้นก็จะวางแผนเลือกใช้อาวุธที่เหมาะสมในการโจมตี เช่น Phishing, Zero Day Exploit, Social Engineering ฯลฯ

ขั้นที่ 2: Initial Compromise – เป็นขั้นตอนที่แฮ็กเกอร์เริ่มลักลอบเจาะเข้าสู่ระบบเครือข่ายภายในของเหยื่อ

ขั้นที่ 3: Command & Control – แฮ็กเกอร์จะดำเนินการติดตั้งมัลแวร์เพื่อให้สามารถสอดแนมและควบคุมระบบได้จากระยะไกล

ขั้นที่ 4: Lateral Movement – แฮ็กเกอร์จะเริ่มขยายขอบข่ายการโจมตีจากจุดที่เริ่มติดเชื้อมัลแวร์ เพื่อค้นหาระบบหรือบัญชีผู้ใช้งานที่มีความสำคัญระดับสูงต่อไป

ขั้นที่ 5: Target attainment – เมื่อมาถึงขั้นตอนนี้ แฮ็คเกอร์มักจะสามารถเข้าถึงระบบเครือข่ายภายในได้จากหลายจุด จนสามารถเข้าใจถึงโครงสร้างไอทีของเหยื่อ และเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้

ขั้นที่ 6: Exfiltration, Corruption, and Disruption – ขั้นตอนสุดท้ายคือการบรรลุความพยายามในการโจมตี เป็นเวลาที่แฮ็กเกอร์ได้มาซึ่งสิ่งที่ตั้งเป้าหมายไว้ ในขณะที่เหยื่อต้องประสบกับความหายนะ เช่น การโจรกรรมข้อมูลลับ, การขัดขวางการทำงานของระบบ, การทำให้ธุรกิจต้องเกิดหยุดชะงัก ฯลฯ




Source: HelpNetSecurity.com
Content Cr: DestinationOne Counselor
Photo Cr: 123RF.com

Wednesday, January 13, 2016

บทเรียนด้าน Cyber Security จากปี 2015



บทเรียนด้าน Cyber Security จากปี 2015

การปรับปรุงความมั่นคงปลอดภัยขององค์กรให้ดียิ่งขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในวิธีการปรับปรุงที่สำคัญก็คือการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้น

สำหรับปี 2015 ที่เพิ่งจะผ่านไปหมาดๆ นี้ ก็ได้มีการรวบรวมเอา Case Study ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเหตุล่วงละเมิดทาง Cyber Security มาเผยแพร่ โดยเว็บไซต์ของนิตยสาร Information Security Buzz ซึ่งแต่ละกรณีก็มีบทเรียนที่องค์กรต่างๆ ควรจะศึกษาไว้ เพื่อนำข้อมูลมาใช้พิจารณาในการปรับปรุงความมั่นคงปลอดภัย โดยทีมงานของ DestinationOne ก็ได้หยิบเอามาสรุปให้กับทุกท่านได้อ่านกันในบทความนี้ครับ


บทเรียนจากธุรกิจด้านสุขภาพ

ในปี 2015 ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าธุรกิจในกลุ่ม Healthcare จะตกเป็นเป้าหมายหลักในการโจมตี ยกตัวอย่างเช่น Premera BlueCross BlueShield ซึ่งถูกแฮ็กเกอร์ขโมยเอาข้อมูลของสมาชิกกว่า 11.2 ล้านบัญชีไปได้ ทั้งข้อมูลสำคัญส่วนตัว หมายเลขประกันสังคม บัญชีธนาคาร ฯลฯ รวมถึงข้อมูลด้านสุขภาพ ซึ่งทำให้สมาชิกทั้งหมดต้องตกอยู่ในความเสี่ยง และต่อมาไม่นาน Anthem ก็ตกเป็นเหยื่อรายถัดมาที่ได้รับการเปิดเผยว่าฐานข้อมูลสมาชิกถูกล่วงละเมิด

ในทางตรงกันข้าม เมื่อแฮ็กเกอร์ได้ทำการเจาะเข้าระบบของ CareFirst นั้น ปรากฏว่าข้อมูลของสมาชิกส่วนใหญ่ยังคงปลอดภัย เพราะได้รับการปกป้องด้วยการเข้ารหัส Password Encryption

สิ่งที่ได้เรียนรู้ : “การเข้ารหัสข้อมูล” เป็นมาตรการพื้นฐานในการปกป้องความมั่นคงปลอดภัย แม้จะดูเหมือนเป็นวิธีการที่ไม่ซับซ้อนอะไร แต่ก็ทรงประสิทธิภาพมากทีเดียวครับ

บทเรียนจากหน่วยงานภาครัฐ

กรณีศึกษานี้เกิดขึ้นจากการที่บริษัทเอ้าท์ซอร์สแห่งหนึ่งทำการถ่ายโอนข้อมูลโดยใช้ระบบเครือข่ายที่ไม่มั่นคงปลอดภัย เป็นเหตุให้ข้อมูลของบุคลากรในสังกัดกองทัพบกสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งรั่วไหลออกไป ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะไม่ได้เกิดจากการถูกโจมตี แต่ก็มีผลทำให้ข้อมูลและระบบของหน่วยงานเกิดจุดอ่อนขึ้น

ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2015 ได้มีรายงานว่าระบบของสำนักงานบริหารทรัพยากรบุคคลถูกโจมตีโดยแฮ็กเกอร์ โดยมีฐานข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลลายนิ้วมือของบุคลากรภาครัฐทั้งในอดีตและปัจจุบันกว่า 5 ล้านคนถูกล่วงละเมิด ทันทีที่ทราบเรื่องทางต้นสังกัดจึงได้บังคับใช้นโยบายการพิสูจน์ตัวตนก่อนเข้าระบบแบบ Two-Factor Authentication แบบเร่งด่วน เพื่อยกระดับความมั่นคงปลอดภัย

สิ่งที่ได้เรียนรู้ : “การพิสูจน์ตัวตนแบบ Two-Factor Authentication” นั้น ถึงแม้ว่าอาจจะทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกยุ่งยากเพิ่มขึ้นมาอีกสักนิด แต่ก็เพิ่มความอุ่นใจได้มากโขอยู่ครับ และอันที่จริงแล้วควรจะกำหนดเป็นนโยบายตั้งแต่เริ่มต้น เพราะถ้ารอวัวหายแล้วค่อยมาล้อมคอกนั้นอาจจะสายเกินไป

บทเรียนจากธุรกิจการเงิน

ในเดือนตุลาคม 2015 Scottrade ถูกเปิดโปงว่า บัญชีข้อมูลส่วนตัวของลูกค้ากว่า 4.6 ล้านราย ถูกแฮ็กเกอร์เข้าถึงและขโมยข้อมูลบางส่วนไปได้สำเร็จ ซึ่งแม้ว่าข้อมูลเหล่านั้นจะเป็นเพียงชื่อกับที่อยู่ของลูกค้าเท่านั้น แต่เรื่องราวกลับรุนแรงใหญ่โต เพราะปรากฏหลักฐานว่าการรั่วไหลของข้อมูลเกิดขึ้นมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2013 แต่ไม่มีผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ของ Scottrade ทราบปัญหาดังกล่าวมาก่อนเลย!!

สิ่งที่ได้เรียนรู้ : “การตรวจสอบเฝ้าระวัง” เป็นเรื่องสำคัญมาก โดยควรจะมีการกำหนดกระบวนการทำงาน, การตั้งค่าระบบ หรือการใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อค้นหาและตรวจจับสิ่งผิดปกติ รวมถึงต้องสามารถสืบค้นย้อนหลังกลับไปได้ เพื่อป้องกันการถูกล่วงละเมิดหรือการฉ้อโกงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

บทเรียนต่างๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้น น่าจะช่วยให้ทุกท่านได้ทราบถึงมาตรการจำเป็นที่ควรจะนำมาใช้งานในองค์กรโดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดเหตุเสียหายขึ้นกับตัว ซึ่งก็เพราะมีองค์กรอื่นยอมเสียสละตนเองในการพิสูจน์ไปแล้วนั่นเองครับ



Content Cr: InformationSecurityBuzz.com / DestinationOne Counselor
Photo Cr: Ebyline.com