Wednesday, October 12, 2016

บทเรียนจากการรั่วไหลของรหัสผ่าน Yahoo


บทเรียนจากการรั่วไหลของรหัสผ่าน Yahoo!

เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน มีข่าวใหญ่ด้าน Security ที่น่าตกใจก็คือการรั่วไหลของฐานข้อมูลรหัสผ่านกว่า 500 ล้านบัญชีของ Yahoo ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่า ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใหญ่ขนาดไหน มีมาตรการปกป้องความมั่นคงปลอดภัยที่แข็งแกร่งเพียงใด แต่หากมีช่องโหว่แค่เพียงน้อยนิด ก็อาจจะเปิดโอกาสให้ถูกลอบโจมตีได้ และในเหตุการณ์นี้แฮ็กเกอร์ก็เป็นฝ่ายชนะเสียด้วย

เรื่องร้ายที่เกิดขึ้นกับ Yahoo ทำให้ผู้ใช้งานบัญชีทุกคนต้องให้ความสำคัญกับการปกป้องตนเองให้มากยิ่งขึ้น ผมอยากจะแนะนำให้ทุกองค์กรถือโอกาสนี้ สร้างหรือเน้นย้ำความตระหนักรู้กับพนักงาน เกี่ยวกับการตั้งรหัสผ่านที่มีคุณภาพ รวมถึงวิธีการปกป้องรักษา และควรที่จะกลับมาทบทวนมาตรการและเครื่องมือด้าน Security ของตน ว่าทันสมัยและเหมาะสมกับสถานการณ์ที่ประเมินในปัจจุบันแล้วหรือยัง


สำหรับการสื่อสารไปยังผู้ใช้งานที่เป็น End-User นั้น ผมได้สรุปข้อสังเกตที่จำเป็น เพื่อให้บุคคลทั่วไปสามารถจับผิดภัยคุกคามในเบื้องต้น และสามารถระมัดระวังตนเองได้ครับ

  • อีเมล์หลอกลวงจำพวก Phishing ส่วนใหญ่มักจะแนบ URL ที่ดูปกติทั่วไป แต่เมื่ออ่านดีๆ แล้วจะพบว่ามีการสะกดผิด ซึ่งอาจจะเป็นจุดเล็กๆ เพียง 1 หรือ 2 ตัวอักษรเท่านั้น ผมจึงขอย้ำให้ทุกท่านสังเกตความถูกต้องของ URL ทุกครั้งก่อนคลิกนะครับ
  • เว็บไซต์ประเภท Phishing มักจะมีข้อความเร่งเร้าให้ผู้ใช้รีบดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งในทันที เช่น “บัญชีการใช้งานของคุณมีปัญหา ล๊อคอินทันทีเพื่อดำเนินการแก้ไข”
  • สมัยนี้มีหลาย Service ที่นำเสนอการลงชื่อเข้าใช้งานบัญชีด้วยเทคนิค 2 ขั้นตอน (2-step Authentication) เช่น i-Banking ของบางธนาคารที่ต้องใช้ Token ควบคู่กับการป้อนรหัสผ่านเข้าระบบ ดังนั้น ทางที่ดีเลือกใช้บริการแบบนี้จะปลอดภัยกว่านะครับ
  • ข้อสุดท้ายนี้สำคัญมาก นั่นก็คือการตั้งรหัสผ่านที่เข้มแข็ง คาดเดาได้ยาก ผสมทั้งตัวเลข ตัวอักษร และอักขระพิเศษ และจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงจะต้องเก็บรหัสผ่านเป็นความลับ ห้ามบอกใครแม้แต่คนในครอบครัว ถึงภรรยาจะขู่เข็ญอย่างไร ก็ห้ามใจอ่อนนะครับ!


ดูแลตัวเอง สังเกตหาความผิดปกติ และตั้งมั่นบนความปลอดภัยไว้ก่อนเสมอนะครับ!


 

Content Cr: DestinationOne Counselor
Photo Cr: Yahoo

Wednesday, September 21, 2016

BYOD กับความมั่นคงปลอดภัยของระบบเครือข่าย


BYOD กับความมั่นคงปลอดภัยของระบบเครือข่าย



ยุคนี้องค์กรหลายแห่งจำเป็นต้องยินยอมให้พนักงานทำงานผ่านอุปกรณ์ของตนเอง (Bring Your Own Devices: BYOD) เนื่องด้วยความสะดวกคล่องตัว ทำงานได้ทุกสถานที่ เกิดผลงานอย่างรวดเร็ว ซึ่งนั่นหมายถึงการยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อมูลที่อาจจะรั่วไหล, OS หรือแอพพลิเคชั่นที่ได้อัพเดท หรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสม เป็นต้น



ประเด็นหนึ่งที่องค์กรจะต้องได้รับผลกระทบแน่ๆ จากนโยบายการทำงานแบบ BYOD ก็คือเรื่องของความมั่นคงปลอดภัยของระบบเครือข่าย ซึ่งล่าสุด ผมได้อ่านบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเห็นว่าน่าจะนำมาสรุปให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน ดังต่อไปนี้




  1. ใช้กลยุทธ์แบ่งโครงสร้างของระบบเครือข่าย : ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำให้แบ่งเครือข่ายขององค์กรออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ (1) เครือข่ายสาธารณะ, (2) เครือข่ายสำหรับการใช้งานภายใน และ (3) เครือข่ายที่จำกัดการเข้าถึง แล้วทำการตั้งค่า Configuration รวมถึงบังคับใช้นโยบายควบคุมการเข้าถึงเครือข่ายแต่ละประเภทให้เหมาะสม เช่น อุปกรณ์ที่ไม่เคยลงทะเบียนหรือไม่ผ่านมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยจะสามารถเข้าถึงได้เฉพาะเครือข่ายสาธารณะ เป็นต้น สำหรับเครือข่ายที่จำกัดการเข้าถึง ควรจะได้รับการปกป้องอย่างรัดกุม เช่น มีการจำกัด IP, มีการตรวจพิสูจน์ตัวตนแบบหลายชั้น และการจำกัดการใช้งานระบบ VPN เป็นต้น
  2. จำกัดการเข้าถึงระบบให้เป็นแบบ Single Point : พนักงานทุกคนควรจะรู้สิทธิ์ในการเข้าถึงระบบและข้อมูลของตน โดยเฉพาะการเข้าถึงผ่านอุปกรณ์ส่วนตัว ให้จำกัดตามความจำเป็นเท่านั้น องค์กรควรจะควบคุมการเข้าถึงระบบเครือข่ายให้เป็นแบบ Single Point เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมดอย่างละเอียด และตั้งเงื่อนไขในการเข้าใช้ เช่น กำหนดสถานที่หรือเวลาที่สามารถเชื่อมต่อระบบได้อย่างรัดกุม
  3. เพิ่มการตรวจพิสูจน์ตัวตนเมื่อต้องการเข้าถึงทรัพยากรขององค์กร : องค์กรอาจจะต้องลงทุนเพิ่มเติมด้วยการจัดหาซอฟต์แวร์ที่ช่วยเพิ่มระดับความมั่นคงปลอดภัยในการตรวจพิสูจน์ตัวตน เช่น ซอฟต์แวร์ประเภท Identity and Access Management (IAM) หรือ Single Sign-On (SOS) เป็นต้น
  4. บริหารจัดการอุปกรณ์อย่างมั่นคงปลอดภัย : นอกจากการควบคุมและปกป้องที่ระบบเครือข่ายแล้ว ความมั่นคงปลอดภัยจะเกิดขึ้นได้ก็เมื่อมีการบริหารจัดการอุปกรณ์ที่ดีอีกด้วย อุปกรณ์ต่างๆ ควรจะได้รับการปกป้องด้วยรหัสผ่านที่เข้มแข็ง มีการติดตั้งแอพลิเคชั่นป้องกันมัลแวร์ องค์กรจะต้องจัดให้มีการลงทะเบียนและตรวจสอบอุปกรณ์อย่างเหมาะสม ที่สำคัญคือจะต้องมีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการอุปกรณ์อย่างมั่นคงปลอดภัย และการปฏิบัติตามนโยบาย BYOD อย่างเคร่งครัด









Content Cr: HelpNetSecurity.com / DestinationOne Counselor
Photo Cr: BizzDesign.com



Wednesday, September 7, 2016

สร้างองค์กรแห่งความมั่นคงปลอดภัยด้วยการฝึกอบรมและการสร้างความตระหนักรู้



สร้างองค์กรแห่งความมั่นคงปลอดภัยด้วยการฝึกอบรมและการสร้างความตระหนักรู้

การลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยขององค์กรที่ง่ายแต่ทรงพลังก็คือ การให้ความรู้และสร้างความเข้าใจกับพนักงาน โดยจะต้องทำเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพนักงานใหม่ หรือพนักงานที่ลาหยุดพักร้อนไปนาน หรือหลังจากช่วงวันหยุดเทศกาล ก็ยิ่งต้องกำหนดให้มีโปรแกรมอบรมหรือสร้างความตระหนักรู้ซ้ำเสมอ

มีผลการวิจัยหนึ่งระบุว่า เนื้อหาของการอบรมราว 50% จะถูกลืมทันทีภายในหนึ่งวัน และกว่า 70-90% ที่สูญหายไปจากความทรงจำเมื่อเวลาผ่านไป 1 สัปดาห์ นี่จึงเป็นสาเหตุที่องค์กรควรจะวางแผนการฝึกอบรมและสร้างความตระหนักรู้อย่างรอบคอบและเหมาะสม

Destination One จึงอยากเสนอคำแนะนำ 5 ข้อ เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับทุกองค์กรในการวางแผน..



  1. ควรสร้างความเข้าใจและส่งเสริมความมั่นคงปลอดภัยให้เป็นวัฒนธรรมองค์กร โดยผู้บริหารและหัวหน้างานจะต้องปฏิบัติตนเป็นตัวอย่าง ทำตามนโยบายและแนวทางที่องค์กรกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพราะไม่เช่นนั้น พนักงานอาจจะมองว่าความมั่นคงปลอดภัยเป็นเรื่องที่ไม่จริงจัง และควรจะสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสมอีกด้วย
  2. กำหนดรอบระยะการอบรมอย่างต่อเนื่องด้วยความถี่ที่เหมาะสม รวมถึงมีการเน้นย้ำและกระตุ้นเตือนเนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญด้วยสื่อที่หลากหลายตลอดเวลา
  3. การใช้รูปภาพและการยกตัวอย่างที่เป็นเรื่องใกล้ตัว จะช่วยสร้างความสนใจ ความรู้สึกมีส่วนร่วม สามารถเข้าใจได้ง่าย จึงช่วยให้การอบรมหรือการสร้างความตระหนักรู้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  4. หมั่นติดตามความเปลี่ยนแปลง รูปแบบการทำงาน และข่าวสารต่างๆ เพื่อให้ครอบคลุมการออกแบบเนื้อหาการอบรมและการสร้างความตระหนักรู้ เช่น เพิ่มหัวข้อการอบรมการใช้งาน Mobile Device และการทำงานนอกสถานที่ ตามเทรนด์การดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน เป็นต้น
  5. สิ่งที่ดีที่สุดก็คือ การทำให้พนักงานให้ความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัยจนติดเป็น “นิสัย” เช่น เมื่อเลิกงานก็เก็บเอกสารเข้าลิ้นชักทันที หรือออกไปทำงานนอกสถานที่ ก็ไม่ปล่อยให้เครื่องคอมพิวเตอร์อยู่คลาดสายตา เป็นต้น


เมื่อพนักงานมีความเข้าใจ มีทักษะ และมีการปฏิบัติอย่างเหมาะสม ย่อมจะช่วยลดความเสี่ยง และช่วยให้องค์กรมีความมั่นคงปลอดภัยอย่างยั่งยืนนั่นเอง



 
Contenet Cr: DestinationOne Counselor
Photo Cr: ClipArtsStock.com