Showing posts with label Network Security. Show all posts
Showing posts with label Network Security. Show all posts

Wednesday, November 23, 2016

Best Practice เพื่อสยบความเสี่ยงอาชญากรรมไซเบอร์



Best Practice เพื่อสยบความเสี่ยงอาชญากรรมไซเบอร์

ยุคนี้ความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความปลอดภัยทางกายภาพแล้วนะครับ เพราะคนเราทำงานและใช้ชีวิตประจำวันโดยผูกพันอยู่กับระบบเครือข่ายกันไม่น้อย เรามีความเสี่ยงที่จะเสียทรัพย์เพราะถูกแฮ็ก Internet Banking ไม่ต่างจากการถูกล้วงกระเป๋าหรือย่องเบาขึ้นบ้าน บริษัทอาจจะถูกเรียกค่าไถ่โดยใช้ Ransomware ง่ายกว่าลักพาตัวผู้บริหารเสียอีก!

ความเสี่ยงเหล่านี้สร้างความกังวลให้กับองค์กรทั่วโลกล่ะครับ ซึ่งจากการติดตามข้อมูลข่าวสารที่ผ่านมา ผมก็พบว่าได้มีสถาบันหลายแห่งนำเสนอแนวทางในการป้องกันและลดความเสี่ยงที่อาจจะทำให้องค์กรต้องตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งโดยรวมแล้วแนวทางที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็น Best Practice ในขณะนี้ ได้แก่



กำหนดนโยบายและใช้เครื่องมือบริหารจัดการรหัสผ่านที่เข้มข้น นั่นก็คือองค์กรจะต้องมีมาตรการควบคุมการตั้งชื่อ การบริหาร และการเก็บรักษารหัสผ่านอย่างมีคุณภาพ หากมีงบประมาณ องค์กรควรจะติดตั้งระบบที่ตรวจสอบความเข้มแข็งของรหัสผ่าน และบังคับให้ผู้ใช้งานต้องเปลี่ยนรหัสผ่านทุกครั้งเมื่อถึงรอบระยะเวลาที่กำหนด เป็นต้น

ต้องมีการประเมินความเสี่ยงของ Third Party อาทิ Vendor, Supplier, Service Provider เป็นต้น เพื่อให้มั่นใจว่าหน่วยงานเหล่านี้มีการบริหารจัดการที่มั่นคงปลอดภัยเพียงพอ เพราะหลายครั้งที่แฮ็กเกอร์มักจะเลือกทางอ้อม โดยโจมตีหน่วยงานภายนอกเพื่อหาทางลักลอบเข้าระบบของเป้าหมายอีกทีครับ

ต้องมีการตรวจพิสูจน์ตัวตนแบบหลายขั้นตอน (Multi-factor Authentication) ซึ่งจะช่วยยกระดับความมั่นคงปลอดภัย เช่น การใช้ Token ร่วมกับการพิมพ์รหัสผ่าน เป็นต้น

เปิดใช้งานการ Log in แบบ Single-Sign-On (SSO) เพราะจะช่วยให้ผู้ใช้งานจดจำไอดีและรหัสผ่านเพียงหนึ่งชุดในการเข้าใช้งานระบบต่างๆ ป้องกันความสับสน แต่ก็ต้องมั่นใจในการบริหารจัดการรหัสผ่านด้วยนะครับ (ย้อนกลับไปอ่านข้อแรก)

ให้สิทธิ์การเข้าถึงแบบจำกัดตามความจำเป็นเท่านั้น ผู้ใช้งานจะต้องไม่ได้รับสิทธิพิเศษมากไปกว่าหน้าที่ของตนเพื่อจำกัดความเสี่ยงครับ



มีการตรวจสอบการใช้งานเสมอ เพื่อมองหาว่ามีการเข้าระบบหรือการใช้งานที่ผิดปกติหรือไม่ โดยจะต้องมีผู้ตรวจสอบตามรอบระยะเวลาที่เหมาะสม อาจจะเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือแม้กระทั่งเรียลไทม์ถ้าระบบนั้นมีความสำคัญสูง อีกทั้งยังควรจะมีการทบทวนโดยผู้มีอำนาจเพื่อความรัดกุมอีกระดับหนึ่งด้วยนะครับ

ให้การปกป้องระบบเครือข่ายภายในอย่างเข้มแข็ง อาทิ การแบ่งแยกระบบสำคัญออกจากเครือข่ายอย่างเด็ดขาด, การเข้ารหัสข้อมูล, การติดตั้งระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย เป็นต้น

มันไม่มี Best Practice อะไรที่ใช้ได้ผลเต็มที่ และที่เคยใช้ได้ในวันนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้การได้ตลอดไปนะครับ ทางที่ดีที่สุดคือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและปรับปรุงการบริหารจัดการของตนเองให้เหมาะสมอยู่เสมอนี่เหละครับ ดีที่สุด!!





Content Cr: DestinationOne Counselor
Photo Cr: ColourBox.com

Wednesday, September 21, 2016

BYOD กับความมั่นคงปลอดภัยของระบบเครือข่าย


BYOD กับความมั่นคงปลอดภัยของระบบเครือข่าย



ยุคนี้องค์กรหลายแห่งจำเป็นต้องยินยอมให้พนักงานทำงานผ่านอุปกรณ์ของตนเอง (Bring Your Own Devices: BYOD) เนื่องด้วยความสะดวกคล่องตัว ทำงานได้ทุกสถานที่ เกิดผลงานอย่างรวดเร็ว ซึ่งนั่นหมายถึงการยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อมูลที่อาจจะรั่วไหล, OS หรือแอพพลิเคชั่นที่ได้อัพเดท หรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสม เป็นต้น



ประเด็นหนึ่งที่องค์กรจะต้องได้รับผลกระทบแน่ๆ จากนโยบายการทำงานแบบ BYOD ก็คือเรื่องของความมั่นคงปลอดภัยของระบบเครือข่าย ซึ่งล่าสุด ผมได้อ่านบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเห็นว่าน่าจะนำมาสรุปให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน ดังต่อไปนี้




  1. ใช้กลยุทธ์แบ่งโครงสร้างของระบบเครือข่าย : ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำให้แบ่งเครือข่ายขององค์กรออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ (1) เครือข่ายสาธารณะ, (2) เครือข่ายสำหรับการใช้งานภายใน และ (3) เครือข่ายที่จำกัดการเข้าถึง แล้วทำการตั้งค่า Configuration รวมถึงบังคับใช้นโยบายควบคุมการเข้าถึงเครือข่ายแต่ละประเภทให้เหมาะสม เช่น อุปกรณ์ที่ไม่เคยลงทะเบียนหรือไม่ผ่านมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยจะสามารถเข้าถึงได้เฉพาะเครือข่ายสาธารณะ เป็นต้น สำหรับเครือข่ายที่จำกัดการเข้าถึง ควรจะได้รับการปกป้องอย่างรัดกุม เช่น มีการจำกัด IP, มีการตรวจพิสูจน์ตัวตนแบบหลายชั้น และการจำกัดการใช้งานระบบ VPN เป็นต้น
  2. จำกัดการเข้าถึงระบบให้เป็นแบบ Single Point : พนักงานทุกคนควรจะรู้สิทธิ์ในการเข้าถึงระบบและข้อมูลของตน โดยเฉพาะการเข้าถึงผ่านอุปกรณ์ส่วนตัว ให้จำกัดตามความจำเป็นเท่านั้น องค์กรควรจะควบคุมการเข้าถึงระบบเครือข่ายให้เป็นแบบ Single Point เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมดอย่างละเอียด และตั้งเงื่อนไขในการเข้าใช้ เช่น กำหนดสถานที่หรือเวลาที่สามารถเชื่อมต่อระบบได้อย่างรัดกุม
  3. เพิ่มการตรวจพิสูจน์ตัวตนเมื่อต้องการเข้าถึงทรัพยากรขององค์กร : องค์กรอาจจะต้องลงทุนเพิ่มเติมด้วยการจัดหาซอฟต์แวร์ที่ช่วยเพิ่มระดับความมั่นคงปลอดภัยในการตรวจพิสูจน์ตัวตน เช่น ซอฟต์แวร์ประเภท Identity and Access Management (IAM) หรือ Single Sign-On (SOS) เป็นต้น
  4. บริหารจัดการอุปกรณ์อย่างมั่นคงปลอดภัย : นอกจากการควบคุมและปกป้องที่ระบบเครือข่ายแล้ว ความมั่นคงปลอดภัยจะเกิดขึ้นได้ก็เมื่อมีการบริหารจัดการอุปกรณ์ที่ดีอีกด้วย อุปกรณ์ต่างๆ ควรจะได้รับการปกป้องด้วยรหัสผ่านที่เข้มแข็ง มีการติดตั้งแอพลิเคชั่นป้องกันมัลแวร์ องค์กรจะต้องจัดให้มีการลงทะเบียนและตรวจสอบอุปกรณ์อย่างเหมาะสม ที่สำคัญคือจะต้องมีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการอุปกรณ์อย่างมั่นคงปลอดภัย และการปฏิบัติตามนโยบาย BYOD อย่างเคร่งครัด









Content Cr: HelpNetSecurity.com / DestinationOne Counselor
Photo Cr: BizzDesign.com