Tuesday, August 2, 2016

ติดตามแบรนด์บน Social Media อย่างไรให้ปลอดภัย



ติดตามแบรนด์บน Social Media อย่างไรให้ปลอดภัย

คนที่ไม่ใช้ Social Media ในยุคนี้ เห็นทีจะหาได้น้อยมาก โดยเฉพาะ Facebook, Line, Twitter และ Instagram ฯลฯ เครือข่ายเหล่านี้ได้กลายมาเป็นช่องทางการสื่อสารที่ได้รับความนิยมอย่างสูง จนหลายท่านอาจจะใช้เป็นช่องทางการสื่อสารหลักเสียด้วยซ้ำ

แบรนด์ต่างๆ ก็เบนเข็มมาใช้ Social Media เพื่อติดต่อกับผู้บริโภคอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เช่น การเปิด Official Fanpage หรือ Account เพราะสามารถสร้างการตอบสนองแบบ Interactive ได้ง่ายดายและสะดวกรวดเร็ว เราจึงได้เห็นการแจ้งข่าวสาร, การส่งเรื่องร้องเรียน, การแชร์ความคิดเห็นผ่านสื่อ Social Media กันอย่างมากมายมหาศาล แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าความสะดวกเหล่านี้มาพร้อมกับจุดอ่อนที่มากขึ้น โดยเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้มุ่งร้ายสามารถล่วงละเมิดข้อมูลส่วนตัว การแอบวางกับดักมัลแวร์หรือแรนซัมแวร์..

ทีมงาน DestinationOne จึงขอเสนอคำแนะนำ 5 ข้อ เมื่อท่านต้องการติดต่อกับแบรนด์ต่างๆ ผ่านช่องทาง Social Media



  1. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของ Fanpage หรือ Account ของแบรนด์ที่คุณต้องการจะติดตามก่อนคลิก Following เช่น ตรวจสอบโปรไฟล์, ดูประวัติการโพสต์, ดูจำนวนผู้ติดตาม หรือ ดูการตอบสนองระหว่างแบรนด์กับผู้ติดตามอื่นๆ ที่ผ่านมา เป็นต้น
  2. ใน Social Media บางสื่อ จะมีการออก Verification Badge ให้กับเจ้าของ Fanpage หรือ Account เพื่อเป็นการรับรองว่าได้มีการตรวจสอบตัวตนของแบรนด์หรือบุคคลมีชื่อเสียงนั้นๆ แล้วว่าเป็นตัวจริงเสียงจริง ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถติดตามได้อย่างมั่นใจ 100%
  3. ถ้าจำเป็นต้องส่งข้อมูลส่วนตัวให้กับแบรนด์ เช่น ต้องการส่งเรื่องร้องเรียน, ติดต่อขอรับรางวัล ซึ่งต้องแจ้งชื่อ-ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ คุณควรจะส่งผ่านทางหลังไมค์เป็นข้อความส่วนตัวหรือแจ้งผ่านอีเมล์ ซึ่งจะปลอดภัยกว่าการโพสต์หรือคอมเม้นท์
  4. เวลาที่คุณกำลังใช้งาน Social Media และพบเห็นลิงก์ของเว็บไซต์ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะลิงก์ที่มาในรูปแบบย่อ คุณควรจะตรวจสอบก่อนว่าโพสต์นั้น โพสต์โดยเพจหรือแอคเคาน์ตัวจริงหรือไม่ เพื่อป้องกันผู้สวมรอยวางกับดักมัลแวร์หรือแรนซัมแวร์
  5. ใช้ “สติ” และคิดอย่างรอบคอยทุกครั้งที่ใช้งาน Social Media!




Content Cr: DestinationOne Counselor

Photo Cr: FBcooltips.com

Tuesday, July 26, 2016

ความเสี่ยงของการขาดการบริหารจัดการเอกสารที่ดี



ความเสี่ยงของการขาดการบริหารจัดการเอกสารที่ดี

ในชีวิตการทำงานของเรานั้น เลี่ยงไม่ได้หรอกครับที่จะต้องยุ่งเกี่ยวกับงานเอกสาร องค์กรบางแห่งมีนโยบายหรือกฎระเบียบเกี่ยวกับการบริหารจัดการและการควบคุมเอกสารออกมาบังคับใช้อย่างเหมาะสม แต่บางแห่งก็กลับละเลยเรื่องเช่นนี้ไป ซึ่งนั่นก่อให้เกิดเป็นความเสี่ยงสำคัญขึ้นนะครับ!

หลายท่านอาจจะคิดว่าผมพูดจาเกินจริง กับเรื่องแค่ไม่มีการบริหารจัดการและการควบคุมเอกสารเท่านั้นเอง แต่เชื่อเถอะครับ เพราะผมมีผลการศึกษาวิจัยมายืนยันด้วย

เมื่อไม่นานมานี้ BPI Network ได้ทำการสำรวจและประมวลผล รวมถึงเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกิดจากการขาดการบริหารจัดการและการควบคุมเอกสารอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ไม่สามารถระบุสถานที่จัดเก็บข้อมูล, ไม่ควบคุมเวอร์ชั่นการเปลี่ยนแปลง, ไม่มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย, ไม่มีการทบทวนและอนุมัติเอกสารอย่างเหมาะสม เป็นต้น ในที่สุดก็พบว่า..



4 หัวข้อสำคัญที่น่าเป็นห่วง

  1. เสียเวลาในการค้นหาข้อมูล/เอกสาร
  2. เสียเวลาในการจัดทำเอกสารที่สูญหายใหม่
  3. ต้องใช้เวลานานในขั้นตอนการทบทวนและขออนุมัติเอกสาร
  4. ข้อมูล/เอกสารไม่มีความมั่นคงปลอดภัย (ไม่มี CIA)

สำหรับคำแนะนำก็คือ..

  • ต้องหามาตรการเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและรักษาความลับและความถูกต้องของเอกสาร
  • ต้องสร้างและปรับปรุงนโยบายและกฎระเบียบเกี่ยวกับการบริหารจัดการและการควบคุมเอกสารอย่างเหมาะสม
  • ต้องทำการสำรองข้อมูล แล้วลบหรือทำลายข้อมูล/เอกสารที่ไม่ได้ใช้แล้วหรือล้าสมัยออกจากระบบ เพื่อความเป็นระเบียบ ค้นหาเอกสารได้สะดวก และป้องกันความสับสน
  • มีการจัดการและควบคุมเรื่องสิทธิการเข้าถึงและใช้งานข้อมูล/เอกสารอย่างเหมาะสม

ผมขอแนะนำให้ทุกท่านลองย้อนกลับไปทบทวนวิธีการบริหารจัดการเอกสารภายในองค์กร และพิจารณาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งผมรับรองเลยว่าการทำงานจะสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นและมีข้อผิดพลาดน้อยลงอย่างแน่นอนครับ




Content Cr:  BPI Network, HelpNetSecurity, DestinationOne Counselor
Photo Cr:  BPI Network, HelpNetSecurity


Wednesday, July 6, 2016

10 กลยุทธ์ IT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยงานภาครัฐ



10 กลยุทธ์ IT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยงานภาครัฐ

เทคโนโลยีสารสนเทศ คือเครื่องมือในการตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่สามารถนำมาใช้ได้กับธุรกิจทุกประเภท นั่นจึงรวมไปถึง “หน่วยงานภาครัฐ” ด้วยเช่นกัน

แน่นอนว่าในปัจจุบัน หน่วยงานรัฐต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการให้บริการประชานชนมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ CIO ของหน่วยงานรัฐจึงมีเรื่องต้องคิดและพิจารณามากขึ้น ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ Gartner ได้นำเสนอ 10 กลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ควรได้รับการวางแผนและเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบสำหรับหน่วยงานภาครัฐ


  1. สำนักงานดิจิตัล ภาครัฐควรจะเอาใจใส่ในการพัฒนาความรู้ความสามารถด้าน IT ของข้าราชการ และสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานแบบดิจิตัล เช่น การใช้งาน Mobile Technology เป็นต้น
  2. การสร้างช่องทางที่หลากหลายในการสื่อสารกับประชาชน หน่วยงานรัฐควรจะจัดหาช่องทางที่หลากหลายเพื่อใช้ติดต่อสื่อสารกับประชาชน และบริหารช่องทางเหล่านั้นในลักษณะองค์รวมที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อทำหน้าที่ทั้งในการรับและให้ข้อมูล ทั้งด้านความต้องการ ด้านการแจ้งข่าวสาร และด้านการทำธุรกรรม
  3. เชื่อมโยงฐานข้อมูลของแต่ละหน่วยงาน ระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่มีอยู่ด้วยกันเป็นจำนวนมาก ควรจะได้รับการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกัน เพื่อความสะดวกในการสืบค้นและให้บริการ ทั้งนี้ เพื่อความมั่นคงปลอดภัย จึงควรจะมีการควบคุมด้วยการแบ่งชั้นความลับและบริหารจัดการสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลอย่างเหมาะสม
  4. ID อิเล็กทรอนิกส์ ประชาชนควรจะมีเลขประจำตัวหรือ ID แบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อความสะดวกในการติดต่อกับหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและประหยัดงบประมาณยิ่งขึ้นอีกด้วย
  5. เพิ่มการวิเคราะห์ข้อมูล ที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐมักจะละเลยการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำมาใช้ประกอบการวางแผน และการปรับปรุงการทำงานและการให้บริการ ดังนั้น จึงควรมีนโยบายในการวิเคราะห์ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
  6.  การใช้งาน Smart Machine การนำเอาเทคโนโลยีมาช่วยในการทำงานมากยิ่งขึ้นสามารถช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานของบุคลากรให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เช่น การนำเทคโนโลยีมาให้กับระบบธุรการ, ระบบขนส่งยานพาหนะ เป็นต้น
  7. การใช้งาน Internet of Things การนำแนวคิด IoT มาใช้ในการวางแผนโครงสร้างระบบเพื่อรองรับการขยายตัวในวันข้างหน้าเป็นเรื่องจำเป็น เพราะโครงสร้างระบบธุรกิจจะเน้นการพึ่งพา IoT มากยิ่งขึ้น
  8. แพลทฟอร์มการให้บริการภาครัฐแบบดิจิตัล การติดต่อธุรกรรมกับหน่วยงานภาครัฐของประชาชนควรจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่แพลทฟอร์มแบบดิจิตัล เพื่อความสะดวก มีมาตรฐาน ประหยัดเวลาในการเดินทาง มีบันทึกข้อมูลเป็นหลักฐาน ฯลฯ
  9. Software Design Architecture (SDA) การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานโดยคำนึงถึงความต้องการใช้งานซอฟต์แวร์ไว้ล่วงหน้า ซึ่งรวมถึงเรื่องของระบบเครือข่าย, ระบบอำนวยความสะดวก และระบบความมั่นคงปลอดภัยอีกด้วย
  10. การบริหารความมั่นคงปลอดภัยบนพื้นฐานด้านความเสี่ยง การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและรูปการทำงาน/การให้บริการ จึงทำให้โครงสร้างต่างๆ มีความซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงเปิดโอกาสให้เกิดความเสี่ยงใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรัดกุมและอาศัยพื้นฐานของการวิเคราะห์ความเสี่ยงเป็นสำคัญ




Content Cr: Gartner / DestinationOne Counselor
Photo Cr: Excella.com