Wednesday, June 22, 2016

เตรียมพร้อมทักษะจำเป็นเพื่อ Information Security Management ในอนาคต



เตรียมพร้อมทักษะจำเป็นเพื่อ Information Security Management ในอนาคต

ต้องยอมรับว่าโลกเราสมัยนี้ อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การปรับตัวจึงเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งรวมถึงบุคลากรที่ต้องทำงานคลุกคลีอยู่ในแวดวง Information Security Management ก็เช่นกัน

ประเด็นเรื่องการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมและภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงในอนาคตนั้น ได้มีองค์กรและหน่วยงานหลายแห่งทำการศึกษาพัฒนาแนวทางขึ้นมาเพื่อรองรับ เมื่อไม่นานมานี้ Iron Mountain ได้เปิดเผยผลวิจัยการสำรวจหา “ทักษะ” ที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเพื่อรองรับการทำงานด้าน Information Security ในอีก 4-5 ปี ข้างหน้า ซึ่งผลสรุปนั้นเป็นดังนี้



ทักษะในเชิง Technical Skill ได้แก่
  • Access Control Management
  • Data Quality Management
  • Data Analytics
  • Data Sourcing and Integration
  • Data Privacy Management
  • Records and Information Management

ทักษะในเชิง Soft Skill ได้แก่
  • Innovative Thinking
  • Organizational Communication

ทักษะในเชิง Project Management ได้แก่
  • Ensuring Compliance
  • Physical and IT Records Format Integration
  • Information and Data Valuation Assessment

องค์ความรู้ที่ต้องได้รับการปรับปรุง ได้แก่
  • Risk Management
  • Electronics Record Retention
  • RIM Practices
หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สำหรับการวางแผนปรังปรุงการบริหารจัดการและการพัฒนาบุคลากรทางด้าน Information Security Management ของคุณนะครับ

 


Content Cr: HelpNetSecurity.com / DestinationOne Counselor
Photo Cr: FreePicsCatalogue.net

Wednesday, June 1, 2016

นโยบายที่ดี..สร้างได้อย่างไร

นโยบายที่ดี..สร้างได้อย่างไร

ในแต่ละองค์กรนั้นประกอบด้วยส่วนงานมากมายและบุคลากรมากหน้าหลายตา ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดกฎระเบียบข้อบังคับเพื่อเป็นแนวทางในการทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น และที่สำคัญที่สุดก็คือการควบคุมให้ทุกภาคส่วนมุ่งหน้าสู้เป้าหมายเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายทางธุรกิจ เป้าหมายด้านการเงิน ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายด้านความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งจำเป็นต้องมีการกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติเพื่อบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยขององค์กรในทุกๆ ด้านอย่างมีประสิทธิภาพ

ในบทความนี้ ทีมงาน DestinationOne จึงอยากจะขอแนะนำประเด็นที่ควรพิจารณาดำเนินการในระหว่างกระบวนการพัฒนานโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัย เพื่อประยุกต์ใช้ในองค์กรของท่านต่อไป..


  1. ต้องกำหนดค์เป้าหมายและวัตถุประสงค์ชัดเจน
  2. ต้องกำหนดผู้ร่างนโยบายที่มีความรู้ความสามารถ และมีประสบการณ์ตามหัวข้อ
  3. ต้องมีผู้ทบทวนและตรวจสอบความเหมาะสมของร่างนโนบาย
  4. ต้องกำหนดผู้มีอำนาจอนุมัติการประกาศใช้ ซึ่งควรจะเป็นผู้บริหารระดับสูง
  5. ต้องระบุว่านโยบายนั้นมีผลบังคับใช้กับส่วนงานหรือบุคลากรกลุ่มใดบ้างอย่างชัดเจน
  6. ต้องกำหนดโครงสร้างของเอกสาร เพื่อให้สามารถอ่านเข้าใจได้ง่าย และมีความสอดคล้องกันในทุกนโยบาย
  7. ต้องกำหนดเนื้อหานโยบายที่อธิบายด้วยภาษาที่อ่านเข้าใจได้ง่ายและชัดเจน เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด
  8. ต้องมีการระบุคำจำกัดความ, ดัชนี, อภิธานศัพท์ เพื่ออธิบายความหมายของศัพท์บางคำเพื่อให้ผู้อ่านทุกคนสามารถเข้าใจได้ถูกต้องตรงกัน
  9. ต้องระบุเอกสารหรือกระบวนการสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง เพื่อความสะดวกในการค้นหาและปฏิบัติตาม
  10. ต้องมีการตรวจสอบการปฏิบัติตาม ว่าเมื่อประกาศใช้แล้วได้มีการนำไปปฏิบัติจริงหรือไม่
  11. ต้องมีการวัดผล เพื่อให้ทราบถึงประสิทธิภาพ หรือสิ่งที่ควรปรับปรุง
  12. ต้องกำหนดรอบการทบทวนและปรับปรุง เพราะเมื่อนโยบายถูกใช้ไปสักระยะหนึ่งแล้วอาจจะเกิดความล้าสมัยได้ จึงควรจะได้รับการทบทวนและปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ



Content Cr: DestinationOne Counselor
Photo Cr: ShutterStock


Wednesday, May 25, 2016

Social Engineering: สุดยอดศาสตร์แห่งการ Hack



Social Engineering: สุดยอดศาสตร์แห่งการ Hack

บ่อยครั้งที่ผมมักจะย้ำกับคุณผู้อ่านว่าจุดอ่อนสำคัญด้านความมั่นคงปลอดภัยของทุกองค์กรนั้นมักจะเป็นเรื่องของ “คน” และท่านทราบไหมว่าในปัจจุบันนี้มีอาชีพนักทดสอบความมั่นคงปลอดภัยที่เน้นการใช้ศาสตร์ Social Engineering เพื่อปฏิบัติการทดสอบล้วงเจาะข้อมูลโดยเฉพาะ

Social Engineering หรือ “วิศวกรรมสังคม” นั้น คือเทคนิคเชิงจิตวิทยาในการหลอกให้คนหลงเชื่อคล้อยตาม ล่อลวงจนเกิดความไว้วางใจยินยอมบอกข้อมูลหรือเปิดโอกาสให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยง่าย โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือหรือความรู้ด้านเทคโนโลยีใดๆ

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ของชายคนหนึ่งที่ประกอบอาชีพรับทดสอบความมั่นคงปลอดภัยโดยใช้เทคนิค Social Engineering ดังกล่าวนี้แหละ โดยเขาบอกเล่าประสบการณ์ทำงานที่ได้รับการว่าจ้างจากองค์กรหลายแห่งทั่วโลก ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจจึงขอนำมาเล่าต่อให้ทุกท่านฟัง..


ภาพลักษณ์ภายนอกของชายที่กล่าวว่าตนเองทำงานด้านการแฮ็คมนุษย์ (‘Hack’ humans) นี้ ดูเป็นมิตรเปิดเผย แต่งตัวสะอาดสะอ้าน และมีรอยยิ้มที่อบอุ่นอยู่บนใบหน้าเกือบจะตลอดเวลา งานหลักของเขาก็คือการมองหาจุดอ่อนที่เกิดจากบุคลากรขององค์กร โดยอาศัยทักษะในการสังเกตและเข้าใจอารมณ์ของมนุษย์ในเชิงลึก เพื่อหาวิธีชักจูงและตอบสนองต่อบุคคลเป้าหมายอย่างได้ผล ซึ่งรวมถึงจะต้องสามารถตีความสีหน้า อากัปกิริยาต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ อย่างลึกซึ้ง เพื่อประโยชน์ในการสร้างสถานการณ์ได้อย่างแนบเนียน

กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า เขาต้องฝึกฝนตนเองให้เป็น “นักอ่านใจ” ขั้นเซียน โดยยึดคติพจน์ที่เออร์เนส ฮัมมิ่งเวย์เคยพูดไว้ว่า “จงฟังในสิ่งที่คนอื่นพูด ตั้งใจฟังให้ได้ยินในสิ่งที่คนอื่นไม่ค่อยได้ยิน เพราะคนส่วนใหญ่มักจะเอาแต่พูดจนลืมที่จะฟัง” ซึ่งนี่แหละคือกุญแจสู่ความสำเร็จของเทคนิค Social Engneering

ชายผู้นี้เคยแฮ็คมนุษย์มาแล้วในประเทศ ครั้งหนึ่งเขาเคยเดินเข้าไปในสาขาธนาคารกลางกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน โดยสวมเสื้อแจ๊คเก็ตหนังเดฟคอน รูปลักษณ์แบบชาวอเมริกันทำให้เขาดูแตกต่างจากลูกค้าคนอื่นโดยสิ้นเชิง และแม้ว่าจะไม่สามารถพูดภาษาอารบิกได้ แต่เขาก็สามารถล่อหลอกให้พนักงานธนาคารยอมเสียบ Hak5 USB Drive ของเขาเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ของธนาคารได้สำเร็จ รวมถึงยังสามารถสังเกตและคาดเดา User ID และ Password ของผู้ช่วยผู้จัดการสาขาได้อีกด้วย
ข้อมูลที่เขาได้มาจากธนาคารสาขาแรกนั้น ทำให้สามารถนำไปต่อยอดสร้างเรื่องหลอกลวงกับพนักงานของสาขาอีกแห่งหนึ่ง จนสามารถยกเครื่องคอมพิวเตอร์ของธนาคารติดตัวออกมาด้วยได้อย่างสบายๆ จากนั้นเขาก็ไปยังสาขาที่สาม เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับระบบ LAN ภายใน ซึ่งผลการทดสอบของเขานั้นถึงกับทำให้ผู้บริหารของธนาคารตกตะลึงในความอ่อนแอของพนักงาน

ประเด็นสำคัญก็คือ.. นายคนนี้ใช้แค่วิธีการง่ายๆ อย่างการพูดคุยเนียนๆ ลอบสังเกต และสร้างเรื่องราวที่ฟังดูน่าเชื่อถือ แต่สามารถเจาะเอาข้อมูลสำคัญที่สามารถสร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้กับองค์กรออกไปได้!!!

ในบางครั้ง สถานการณ์ที่เขาวางแผนก็เป็นเรื่องที่ดูน่าขบขัน อย่างเช่นการแต่งตัวด้วยชุดคอสเพลย์เต่านินจา แล้วเดินเท้าเปล่าทำตัวตีสนิทกับยามและบริกรไปทั่วล๊อบบี้ของโรงแรมหรูแห่งหนึ่งในกรุงปารีส จนกระทั่งสามารถเข้าถึงพื้นที่ภายในที่บุคคลภายนอกไม่ได้รับอนุญาต สามารถหยิบกุญแจห้องพัก ดูข้อมูลส่วนตัวของแขก จนถึงสามารถเข้าระบบคอมพิวเตอร์ของโรงแรมได้ ซึ่งก็เป็นอีกครั้งที่เต่านินจาทำให้ผู้บริหารของโรงแรมถึงกับหัวเราะไม่ออก

ในความเห็นของเขา คำแนะนำที่สำคัญที่สุดในการป้องกันการโจมตีด้วยเทคนิค Social Engineering ก็คือการฝึกทักษะของบุคลากร ให้มีความตระหนักรู้ มีความระมัดระวัง และรอบคอบ โดยเน้นประเด็นดังต่อไปนี้..
  1. สร้างให้บุคลากรมีความเฉลียวในสิ่งผิดปกติ และรู้แนวทางในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่พบอย่างเหมาะสม
  2. จัดให้มีหน่วยงานที่คอยรับรายงานหรือให้คำปรึกษาเมื่อพนักงานรู้สึกว่าตนเองกำลังพบกับบุคคล/เหตุการณ์ต้องสงสัย
คำแนะนำนี้อาจจะฟังดูง่าย แต่ผมก็เห็นด้วยกับเขาว่าองค์กรส่วนใหญ่ยังขาดการฝึกอบรมพนักงานเกี่ยวกับการตระหนักรู้และมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยอย่างเหมาะสมพอเพียง ดังนั้น ผลที่ตามมาก็คือการที่ “คน” กลายเป็นจุดอ่อนสำคัญขององค์กรอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ไงล่ะครับ




Content Cr: HelpNetSecurity.com / DestinationOne Counselor

Photo Cr: WonderHowto.com