Tuesday, November 8, 2016

Can You Keep a Secret

Can You Keep a Secret? คุณเก็บความลับได้ไหม?

ชื่อบทความนี้ไม่ใช่ชื่อนิยายขายดีของ Sophie Kinsella หรือชื่อเพลงที่คุณเคยรู้จัก แต่เป็นคำถามที่ผู้เขียนอยากจะถามกับคุณว่า.. คุณเก็บความลับได้ไหม? ได้ดีขนาดไหน? เพราะทุกคนย่อมมีความลับ ไม่ว่าจะความลับส่วนตัวหรือความลับของบริษัท



ความลับ หรือ Secret ตามพจนานุกรมหมายถึง “เรื่องที่ควรปกปิด” ซึ่งคำจำกัดความในภาษาอังกฤษก็คือ A secret is information kept hidden.


ปัจจุบันการหลอกล่อเพื่อล้วงเอาข้อมูลความลับนั้นมีอยู่ด้วยกันหลากหลายวิธี ที่ตกเป็นข่าวดังๆ ก็มีให้เห็นกันอย่างมากมาย โดยคำว่า “ความลับ” หากรั่วไหลหรือถูกเปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว ก็จะไม่เรียกว่าเป็นความลับอีกต่อไป ทั้งนี้ ข้อมูลความลับสามารถรั่วไหลออกได้ทุกทางหากเราขาดความระมัดระวัง ไม่ว่าจากเกิดจากปัจจัยภายนอกหรือความผิดพลาดจากตัวเราเอง ทั้งโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม โดยเฉพาะในปัจจุบันที่โลกออนไลน์ไปไวมากๆ ข้อมูลวิ่งสะพัดยังกับไฟลามทุ่งหรือยิ่งกว่าไวรัสอีโบล่าเสียอีก 

คุณเคยได้ยินเรื่องอย่างการโทรมาหลอกลวงล้วงความลับข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลบัตรเครดิต เพื่อนำข้อมูลไปทำธุรกรรมการเงินหรือไม่? พวกหลอกลวงเหล่านี้จะใช้กลยุทธ์เทคนิคต่างๆ ในการหว่านล้อมพูดคุย มากกว่าการใช้เทคโนโลยี ผู้เขียนขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน เช่น กรณีส่งสาวสวยหุ่นดีเข้ามาตีสนิทกับผู้บริหารชายของบริษัทคู่แข่งทางการค้า วิธีนี้ไม่มีการใช้เทคโนโลยีใดๆ เข้ามาช่วยเลย อาศัยแค่ความสวย ช่างเจรจา และการชักจูงหว่านล้อมเท่านั้น  (เราเรียกเทคนิคการหลอกลวงประเภทนี้ว่า Social Engineer)

ดังนั้น เราจึงควรมาทำความรู้จักกับ “Social Engineer” หรือเทคนิค “วิศวกรรมสังคม” กันดีกว่า โดยตามคำนิยามแล้ว Social Engineering นั้นหมายถึง  การปฏิบัติการทางจิตวิทยาสังคมด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดในการโจมตี โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มากนักและส่วนใหญ่จะใช้ได้ผลดี ศัพท์คำนี้อาจจะฟังดูเหมือนใหม่เพิ่งเคยได้ยิน แต่อันที่จริงมันมีมานานแล้ว อธิบายง่ายๆ ในภาษาชาวบ้านก็คือการหลอกให้เจ้าของบ้านหลงกลเปิดประตูเชิญเข้าไป โดยที่ผู้ไม่หวังดีไม่ต้องลำบากเจาะ ตัด ดัด ถ่าง พังประตูแต่อย่างใด ก็สามารถเข้าไปเอาของมีค่าในบ้านออกมาได้นั่นเอง

การโจมตีแบบ Social Engineering จะเกี่ยวกับการหลอกให้บางคนหลงกลเพื่อเข้าระบบ เช่น การหลอกถามรหัสผ่าน การหลอกให้ส่งข้อมูลที่สำคัญให้ ซึ่งการโจมตีประเภทนี้ไม่จำต้องใช้ความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์หรือการเจาะระบบเลย Social Engineering เป็นจุดอ่อนที่ป้องกันยากเพราะเกี่ยวข้องกับคน

Social Engineering มีด้วยกันหลายรูปแบบ และรูปแบบยอดนิยมได้แก่..
  • Phishing (ฟิชชิง): คือการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต เพื่อขอข้อมูลที่สำคัญเช่น Username/Password หรือหมายเลขบัตรเครดิต โดยส่งข้อความผ่านทางอีเมลหรือเมสเซนเจอร์ ตัวอย่างของการฟิชชิง เช่น ผู้โจมตีอาจส่งอีเมลโดยหลอกว่ามาจากองค์กรที่ถูกกฎหมาย จากนั้นจึงหลอกให้คลิกเข้าไปยังเว็บไซต์ปลอมที่มีหน้าตาเหมือนกับเว็บไซต์จริง และผู้ใช้จะถูกหลอกให้กรอก Username และ Password เพื่อยืนยันบัญชีธนาคาร หรือข้อมูลเกี่ยวกับบัตรเครดิต เป็นต้น
  • Spear Phishing: จะมีวิธีการโจมตีเหมือน Phishing แต่เน้นตัวบุคคลหรือองค์กรอย่างเฉพาะเจาะจงมากกว่า
  • Pretexting: คือเมื่อมีการตกลงเกิดขึ้นระหว่างผู้ทำธุรกรรมสองฝ่าย และมีฝ่ายหนึ่งต้องการหลอกลวงอีกฝ่าย เพื่อเข้าถึงข้อมูลที่ต้องใช้สิทธิ์พิเศษในการเข้าถึง ยกตัวอย่างเช่น การอ้างกับอีกฝ่ายหนึ่งว่าจำเป็นต้องขอข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลทางการเงินในการสั่งซื้อเพื่อยืนยันตัวตนของผู้รับด้วย เป็นต้น
  • Scareware: คือการหลอกว่าคอมพิวเตอร์ของเราติดเชื้อมัลแวร์ หรือ ได้ดาวน์โหลดเนื้อหาที่ผิดกฎหมายโดยไม่ได้ตั้งใจ และผู้ไม่หวังดีก็อาสาจะเข้าช่วยแก้ไขปัญหานั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เราคือผู้ตกเป็นเหยื่อจะถูกหลอกให้เข้าไปดาวน์โหลดและติดตั้งมัลแวร์ด้วยตนเอง เหตุก็เพราะคนเรามักจะกลัวในสิ่งที่เราไม่รู้ จึงถูกอาศัยใช้เป็นช่องทางในการโจมตีโดยเหล่าผู้ไม่หวังดี ที่ต้องการติดตั้งเจ้าโปรแกรมอันไม่พึงประสงค์ที่เรียกว่ามัลแวร์ (Malware) ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา

“จะทำอย่างไร เมื่อความลับ ไม่-เป็น-ความ-ลับ-อีก-ต่อ-ไป”

หากเป็นองค์กรหรือบริษัทก็ควรป้องกันโดย หมั่นสร้างความตระหนักรู้ (Awareness) เผยแพร่ความรู้และวิธีป้องกัน และจำกัดการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นความลับ รวมถึงมีการกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนและเด็ดขาด หากในทางส่วนตัวก็คือการมี “สติ” และสมองในการเตือนตนเอง

คำแนะนำและการเตือนตนเองอย่างมีสติ
  • ไม่ควรเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว หรือ ข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรโดยเด็ดขาด จนกว่าจะแน่ใจหรือรับรู้ตัวตนของบุคคลที่ต้องการข้อมูลนั้นแล้ว
  • ควรตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย ที่โทรเข้ามาเพื่อสอบถามข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลองค์กร
  • ไม่พิมพ์ข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลทางการเงินในอีเมล์ และไม่ตอบอีเมล์ที่ถามถึงข้อมูลดังกล่าว หากสงสัยว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ควรจะโทรกลับไปตรวจสอบโดยตรง
  • ไม่ส่งข่าวสารหรือข้อมูลที่สำคัญไปทางอินเตอร์เน็ต โดยปราศจากการตรวจสอบระดับความปลอดภัยในการส่งข่าวสารของเว็บไซด์นั้นๆ
  • พยายามสังเกต URL ของเว็บไซต์ให้ดี เพราะเว็บไซต์ที่ประสงค์ร้ายมักจะมี URL คล้ายกับเว็บไซต์จริงมาก เช่น http://... กับ https://...
  • ติดตั้งซอฟต์แวร์ Firewall ตัวกรองอีเมลให้กับระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อป้องกันอีเมลที่ส่งเข้ามาด้วยจุดประสงค์ร้าย รวมถึงกรองอีเมล์ขยะและสแปมทั้งหลาย
  • ให้เจ้าหน้าที่ภายในองค์กรที่มีความรู้เกี่ยวกับ Social Engineering มาให้ความรู้แก่พนักงานในองค์กร เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น
สำนวนที่ว่า “ความลับไม่มีในโลก” นั้นจริงทีเดียว.. ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสามารถปกป้องความลับให้เป็นความลับต่อไปได้ยาวนานเพียงใดเท่านั้นเอง





Content Cr: DestinationOne Counselor
Photo Cr: Google Search
 

Wednesday, October 12, 2016

บทเรียนจากการรั่วไหลของรหัสผ่าน Yahoo


บทเรียนจากการรั่วไหลของรหัสผ่าน Yahoo!

เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน มีข่าวใหญ่ด้าน Security ที่น่าตกใจก็คือการรั่วไหลของฐานข้อมูลรหัสผ่านกว่า 500 ล้านบัญชีของ Yahoo ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่า ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใหญ่ขนาดไหน มีมาตรการปกป้องความมั่นคงปลอดภัยที่แข็งแกร่งเพียงใด แต่หากมีช่องโหว่แค่เพียงน้อยนิด ก็อาจจะเปิดโอกาสให้ถูกลอบโจมตีได้ และในเหตุการณ์นี้แฮ็กเกอร์ก็เป็นฝ่ายชนะเสียด้วย

เรื่องร้ายที่เกิดขึ้นกับ Yahoo ทำให้ผู้ใช้งานบัญชีทุกคนต้องให้ความสำคัญกับการปกป้องตนเองให้มากยิ่งขึ้น ผมอยากจะแนะนำให้ทุกองค์กรถือโอกาสนี้ สร้างหรือเน้นย้ำความตระหนักรู้กับพนักงาน เกี่ยวกับการตั้งรหัสผ่านที่มีคุณภาพ รวมถึงวิธีการปกป้องรักษา และควรที่จะกลับมาทบทวนมาตรการและเครื่องมือด้าน Security ของตน ว่าทันสมัยและเหมาะสมกับสถานการณ์ที่ประเมินในปัจจุบันแล้วหรือยัง


สำหรับการสื่อสารไปยังผู้ใช้งานที่เป็น End-User นั้น ผมได้สรุปข้อสังเกตที่จำเป็น เพื่อให้บุคคลทั่วไปสามารถจับผิดภัยคุกคามในเบื้องต้น และสามารถระมัดระวังตนเองได้ครับ

  • อีเมล์หลอกลวงจำพวก Phishing ส่วนใหญ่มักจะแนบ URL ที่ดูปกติทั่วไป แต่เมื่ออ่านดีๆ แล้วจะพบว่ามีการสะกดผิด ซึ่งอาจจะเป็นจุดเล็กๆ เพียง 1 หรือ 2 ตัวอักษรเท่านั้น ผมจึงขอย้ำให้ทุกท่านสังเกตความถูกต้องของ URL ทุกครั้งก่อนคลิกนะครับ
  • เว็บไซต์ประเภท Phishing มักจะมีข้อความเร่งเร้าให้ผู้ใช้รีบดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งในทันที เช่น “บัญชีการใช้งานของคุณมีปัญหา ล๊อคอินทันทีเพื่อดำเนินการแก้ไข”
  • สมัยนี้มีหลาย Service ที่นำเสนอการลงชื่อเข้าใช้งานบัญชีด้วยเทคนิค 2 ขั้นตอน (2-step Authentication) เช่น i-Banking ของบางธนาคารที่ต้องใช้ Token ควบคู่กับการป้อนรหัสผ่านเข้าระบบ ดังนั้น ทางที่ดีเลือกใช้บริการแบบนี้จะปลอดภัยกว่านะครับ
  • ข้อสุดท้ายนี้สำคัญมาก นั่นก็คือการตั้งรหัสผ่านที่เข้มแข็ง คาดเดาได้ยาก ผสมทั้งตัวเลข ตัวอักษร และอักขระพิเศษ และจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงจะต้องเก็บรหัสผ่านเป็นความลับ ห้ามบอกใครแม้แต่คนในครอบครัว ถึงภรรยาจะขู่เข็ญอย่างไร ก็ห้ามใจอ่อนนะครับ!


ดูแลตัวเอง สังเกตหาความผิดปกติ และตั้งมั่นบนความปลอดภัยไว้ก่อนเสมอนะครับ!


 

Content Cr: DestinationOne Counselor
Photo Cr: Yahoo

Wednesday, September 21, 2016

BYOD กับความมั่นคงปลอดภัยของระบบเครือข่าย


BYOD กับความมั่นคงปลอดภัยของระบบเครือข่าย



ยุคนี้องค์กรหลายแห่งจำเป็นต้องยินยอมให้พนักงานทำงานผ่านอุปกรณ์ของตนเอง (Bring Your Own Devices: BYOD) เนื่องด้วยความสะดวกคล่องตัว ทำงานได้ทุกสถานที่ เกิดผลงานอย่างรวดเร็ว ซึ่งนั่นหมายถึงการยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อมูลที่อาจจะรั่วไหล, OS หรือแอพพลิเคชั่นที่ได้อัพเดท หรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสม เป็นต้น



ประเด็นหนึ่งที่องค์กรจะต้องได้รับผลกระทบแน่ๆ จากนโยบายการทำงานแบบ BYOD ก็คือเรื่องของความมั่นคงปลอดภัยของระบบเครือข่าย ซึ่งล่าสุด ผมได้อ่านบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเห็นว่าน่าจะนำมาสรุปให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน ดังต่อไปนี้




  1. ใช้กลยุทธ์แบ่งโครงสร้างของระบบเครือข่าย : ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำให้แบ่งเครือข่ายขององค์กรออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ (1) เครือข่ายสาธารณะ, (2) เครือข่ายสำหรับการใช้งานภายใน และ (3) เครือข่ายที่จำกัดการเข้าถึง แล้วทำการตั้งค่า Configuration รวมถึงบังคับใช้นโยบายควบคุมการเข้าถึงเครือข่ายแต่ละประเภทให้เหมาะสม เช่น อุปกรณ์ที่ไม่เคยลงทะเบียนหรือไม่ผ่านมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยจะสามารถเข้าถึงได้เฉพาะเครือข่ายสาธารณะ เป็นต้น สำหรับเครือข่ายที่จำกัดการเข้าถึง ควรจะได้รับการปกป้องอย่างรัดกุม เช่น มีการจำกัด IP, มีการตรวจพิสูจน์ตัวตนแบบหลายชั้น และการจำกัดการใช้งานระบบ VPN เป็นต้น
  2. จำกัดการเข้าถึงระบบให้เป็นแบบ Single Point : พนักงานทุกคนควรจะรู้สิทธิ์ในการเข้าถึงระบบและข้อมูลของตน โดยเฉพาะการเข้าถึงผ่านอุปกรณ์ส่วนตัว ให้จำกัดตามความจำเป็นเท่านั้น องค์กรควรจะควบคุมการเข้าถึงระบบเครือข่ายให้เป็นแบบ Single Point เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมดอย่างละเอียด และตั้งเงื่อนไขในการเข้าใช้ เช่น กำหนดสถานที่หรือเวลาที่สามารถเชื่อมต่อระบบได้อย่างรัดกุม
  3. เพิ่มการตรวจพิสูจน์ตัวตนเมื่อต้องการเข้าถึงทรัพยากรขององค์กร : องค์กรอาจจะต้องลงทุนเพิ่มเติมด้วยการจัดหาซอฟต์แวร์ที่ช่วยเพิ่มระดับความมั่นคงปลอดภัยในการตรวจพิสูจน์ตัวตน เช่น ซอฟต์แวร์ประเภท Identity and Access Management (IAM) หรือ Single Sign-On (SOS) เป็นต้น
  4. บริหารจัดการอุปกรณ์อย่างมั่นคงปลอดภัย : นอกจากการควบคุมและปกป้องที่ระบบเครือข่ายแล้ว ความมั่นคงปลอดภัยจะเกิดขึ้นได้ก็เมื่อมีการบริหารจัดการอุปกรณ์ที่ดีอีกด้วย อุปกรณ์ต่างๆ ควรจะได้รับการปกป้องด้วยรหัสผ่านที่เข้มแข็ง มีการติดตั้งแอพลิเคชั่นป้องกันมัลแวร์ องค์กรจะต้องจัดให้มีการลงทะเบียนและตรวจสอบอุปกรณ์อย่างเหมาะสม ที่สำคัญคือจะต้องมีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการอุปกรณ์อย่างมั่นคงปลอดภัย และการปฏิบัติตามนโยบาย BYOD อย่างเคร่งครัด









Content Cr: HelpNetSecurity.com / DestinationOne Counselor
Photo Cr: BizzDesign.com