Tuesday, November 18, 2014

แนะนำข้อกำหนดของ ISO 27001:2013 แบบเข้าใจง่าย

แนะนำข้อกำหนดของ ISO 27001:2013 แบบเข้าใจง่าย

ธุรกิจในปัจจุบันต้องแข่งขันกันที่ข้อมูลและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ว่ากันว่าข้อมูลลับทางการค้าในมือของใครครบถ้วน ถูกต้อง ประมวลผลและวิเคราะห์ได้รวดเร็วกว่า คนนั้นย่อมได้เปรียบคู่แข่งเสมอ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่มีทฤษฎี โมเดล มาตรฐาน และงานวิจัยเกี่ยวข้องกับความพยายามในการบริหารจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพปรากฏให้เห็นอยู่มากมาย ซึ่งแน่นอนว่ามาตรฐานสากล ISO 27001:2013 การบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (Information Security Management System) มักจะได้รับการอ้างอิงถึงอยู่เสมอๆ และกำลังได้รับความนิยมในการนำไปประยุกต์ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับองค์กรที่ต้องการได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 27001:2013 นั้น จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดหลักของมาตรฐาน ซึ่งถ้าอ้างอิงตามเอกสารแล้วได้แก่ ข้อกำหนด 4-10 นั่นเอง ซึ่งในบทความนี้ ผมจะขอแนะนำข้อกำหนดหลักดังกล่าวให้ทุกท่านเข้าใจอย่างง่ายๆ ดังนี้


ข้อกำหนดหลักของมาตรฐาน ISO 27001:2013

ข้อกำหนดที่ 4 การระบุบริบทขององค์กร
ทำความเข้าใจองค์กรและบริบท : คุณจะต้องระบุประเด็นและปัจจัยทั้งภายในและภายนอกองค์กร ที่มีผลกระทบกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัย
ทำความเข้าใจกับความต้องการและความคาดหวังของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง : คุณจะต้องระบุตัวผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัยขององค์กรทั้งหมด แล้วระบุความต้องการและความคาดหวังของพวกเขาที่มีต่อการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัย
ระบุขอบเขตของระบบบริหารความมั่นคงปลอดภัย : คุณจะต้องระบุขอบเขตของการจัดทำระบบบริหารความมั่นคงปลอดภัยอย่างชัดเจน รวมถึงข้อยกเว้นต่างๆ ด้วย (ถ้ามี)
ระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัย : องค์กรจะต้องมีการจัดตั้ง บังคับใช้ บำรุงรักษา และปรับปรุงระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยอย่างเหมาะสม

ข้อกำหนดที่ 5 ภาวะผู้นำ
ภาวะผู้นำและพันธกิจ : ผู้บริหารจะต้องแสดงออกถึงพันธกิจและความเป็นผู้นำในการจัดทำระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัย โดยจะต้องมั่นใจว่านโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ขององค์กร และมีการจัดการทรัพยากรที่จำเป็นในการดำเนินการให้อย่างเพียงพอ
นโยบาย : องค์กรจะต้องมีการประกาศ บังคับใช้ และสื่อสารเกี่ยวกับนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยอย่างเหมาะสม
บทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบ และการใช้อำนาจหน้าที่ : ผู้บริหารจะต้องกำหนดบทบาท อำนาจ หน้าที่และความรับผิดชอบของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยอย่างเหมาะสม

ข้อกำหนดที่ 6 การวางแผน
การบริหารความเสี่ยง : คุณจะต้องมีการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัย โดยการหามาตรการป้องกันหรือปรับปรุงให้ความเสี่ยงต่างๆ อยู่ในระดับที่องค์กรสามารถยอมรับได้ ทั้งนี้ ในการประเมินความเสี่ยงจะต้องคำนึงถึง 3 แง่มุม อันได้แก่ ความลับ (Confidentiality), ความถูกต้องครบถ้วน (Integrity) และความพร้อมใช้งาน (Availability) จากนั้นจึงทำการจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง กำหนดตัวผู้เป็นเจ้าของความเสี่ยง พร้อมทั้งจัดหาแผนการแก้ไขความเสี่ยงต่อไป
กำหนดวัตถุประสงค์และแผนงาน : คุณจะต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคงปลอดภัยของแต่ละแผนก ฝ่าย หรือหน่วยงาน พร้อมทั้งสื่อสารให้พวกเขารับทราบ รวมถึงจะต้องจัดทำแผนงานที่เหมาะสมเพื่อให้สอดคล้องตามวัตถุประสงค์เหล่านั้น


ข้อกำหนดที่ 7 การสนับสนุน
ทรัพยากร : ผู้บริหารจะต้องสนับสนุนและจัดการทรัพยากรต่างๆ ให้เพียงพอต่อการจัดทำระบบบริหารความมั่นคงปลอดภัย
ทักษะความสามารถ : องค์กรจะต้องมีการกำหนดทักษะความสามารถ (Competency) ที่จำเป็นในการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัย และจัดให้มีการอบรมฝึกฝนเพื่อให้บุคลากรมีทักษะความสามารถเหล่านั้น รวมถึงจะต้องมีการประเมินความสามารถเป็นประจำตามรอบระยะเวลาที่กำหนด
ความตระหนักรู้ : บุคลากรและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องมีความตระหนักรู้ (Awareness) ด้านการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัย โดยจะต้องได้รับการสื่อสารและให้ความรู้เกี่ยวกับนโยบายและแผนการดำเนินการต่างๆ อย่างเหมาะสม
การติดต่อสื่อสาร : คุณจะต้องจัดให้มีการสื่อสารเกี่ยวกับการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดตามความจำเป็น ทั้งบุคคลภายในและภายนอกองค์กร เพื่อให้ทุกคนสามารถปฏิบัติตนได้สอดคล้องตามข้อกำหนดของมาตรฐานสากล
การบริหารจัดการเอกสาร : คุณจะต้องกำหนดให้มีการบริหารจัดการเอกสารและบันทึกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบบริการจัดการความมั่นคงปลอดภัย ให้มีความครบถ้วนถูกต้อง พร้อมใช้งาน สอดคล้องตามระดับความสำคัญของข้อมูลนั้นๆ ตลอดวัฏจักรของเอกสารเหล่านั้น

ข้อกำหนดที่ 8 การปฏิบัติงาน
การวางแผนและควบคุมการปฏิบัติงาน : คุณจะต้องมีการวางแผนและควบคุมการปฏิบัติงานด้านการบริหารความมั่นคงปลอดภัยอย่างเหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้ รวมถึงมีการควบคุมบริหารความเปลี่ยนแปลง (Change Management) ที่เกิดขึ้น และควบคุมการปฏิบัติงานของผู้ให้บริการภายนอก (Outsource) ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย
การประเมินความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัย : คุณจะต้องทำการประเมินความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอตามรอบระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญเกิดขึ้น
การแก้ไขความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัย : คุณจะต้องจัดทำแผนแก้ไขความเสี่ยงให้สอดคล้องตามผลการประเมิน และดำเนินการตามแผนนั้นเพื่อให้ความเสี่ยงลดลงมาอยู่ในระดับที่องค์กรสามารถยอมรับได้

ข้อกำหนดที่ 9 การประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผล
การตรวจติดตาม การวัดผล การวิเคราะห์และการประเมินผล : คุณจะต้องทำการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลของระบบบริหารความมั่นคงปลอดภัย ด้วยการตรวจติดตาม การวัดผล การวิเคราะห์และการประเมินผล และสรุปรายงานเพื่อนำเสนอให้ผู้บริหารพิจารณาต่อไป
การตรวจสอบภายใน : คุณจะต้องดำเนินการตรวจสอบภายในระบบบริหารความมั่นคงปลอดภัยตามรอบระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ โดยครอบคลุมทุกหัวข้อที่ระบุไว้ในขอบเขตของระบบ
การทบทวนโดยผู้บริหาร : ผู้บริหารระดับสูงจะต้องพิจารณาทบทวนระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยตามรอบระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าระบบมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอยู่เสมอ

ข้อกำหนดที่ 10 การพัฒนาและปรับปรุง
สิ่งที่ไม่สอดคล้องตามข้อกำหนด และการแก้ไข : เมื่อพบว่ามีสิ่งใดที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด คุณจะต้องระบุข้อมูลของสิ่งนั้น แล้วดำเนินการวางแผนแก้ไขปัญหาให้ถูกต้องครบถ้วน รวมถึงทำการวัดผลการแก้ไขนั้นด้วย
การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง : องค์กรจะต้องมีการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ทางธุรกิจขององค์กรอยู่เสมอ

การปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลและระบบสารสนเทศขององค์กรมีความมั่นคงปลอดภัย และสามารถขอรับการตรวจประเมิน ISO 27001:2013 จากหน่วยงานรับรองได้ รวมถึงช่วยเพิ่มความได้เปรียบ ความมั่นคง และความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจภายใต้สถานการณ์ที่การต่อสู้แข่งขันกันมีความดุเดือดอย่างเช่นในปัจจุบันนี้นี่เอง

Content Cr: DestinationOne Counselor
Photo Cr: ISO, MS Template



Wednesday, November 12, 2014

20 คำถาม เพื่อจัดหาศูนย์คอมพิวเตอร์ (Data Center) ให้สอดคล้องตาม ISO 27001:2013



20 คำถาม?? เพื่อจัดหาศูนย์คอมพิวเตอร์ (Data Center) ให้สอดคล้องตาม ISO 27001:2013

เดี๋ยวนี้การทำงานในทุกองค์กร ไม่ว่าจะแผนกไหนๆ ก็อาศัยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบงานขาย ระบบบริหารการตลาด ระบบจัดการทรัพยากรบุคคล ฯลฯ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ต้องจัดตั้งศูนย์คอมพิวเตอร์ (Data Center) ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ในการบริหารจัดการและบำรุงรักษาข้อมูลทางธุรกิจและระบบไอทีต่างๆ ที่มีใช้งานอยู่ภายในองค์กร เพื่อความพร้อมในการให้บริการอย่างราบรื่นได้ตลอดเวลา ตอบสนองความต้องการทางธุรกิจ และคุ้มครองความมั่นคงปลอดภัย

การตัดสินใจเกี่ยวกับตัวเลือกต่างๆ สำหรับศูนย์คอมพิวเตอร์จำเป็นต้องทำอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะตัดสินใจสร้างศูนย์ขึ้นมาเอง หรือไปเช่าใช้จากผู้ให้บริการภายนอก ดังนั้น ทีมงาน Destination One จึงอยากจะนำเสนอคำถามจำนวน 20 ข้อ ที่ผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจดูแลจะต้องพิจารณาหาคำตอบอย่างรอบคอบ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการจัดหาศูนย์คอมพิวเตอร์ที่ดีและเหมาะสมกับองค์กรของตนเอง


20 คำถามที่ต้องพิจารณามีดังนี้..

      1. ศูนย์คอมพิวเตอร์มีทำเลที่ตั้งอย่างไร    
      2. โครงสร้างอาคารของศูนย์คอมพิวเตอร์มีความมั่นคงแข็งแรงอย่างไร
      3. ระบบไฟฟ้าของศูนย์คอมพิวเตอร์เป็นอย่างไร
      4. ระบบปรับอากาศของศูนย์คอมพิวเตอร์เป็นอย่างไร
      5. ระบบโทรคมนาคมของศูนย์คอมพิวเตอร์เป็นอย่างไร
      6. ระบบตรวจจับและตรวจสอบของศูนย์คอมพิวเตอร์เป็นอย่างไร
      7. ระบบดับเพลิงของศูนย์คอมพิวเตอร์เป็นอย่างไร
      8. ระบบควบคุมการเข้าถึงทางกายภาพของศูนย์คอมพิวเตอร์เป็นอย่างไร
      9. ระบบ Access Control & CCTV ของศูนย์คอมพิวเตอร์เป็นอย่างไร


      10. ระบบการเดินสายสัญญาณ สายไฟ และสายเคเบิ้ลอื่นๆ เป็นอย่างไร
      11. ระบบมอนิเตอร์และเฝ้าระวังระบบของศูนย์คอมพิวเตอร์เป็นอย่างไร
      12. ระบบเครือข่ายของศูนย์คอมพิวเตอร์เป็นอย่างไร
      13. ระบบป้องกันความมั่นคงปลอดภัยของศูนย์คอมพิวเตอร์เป็นอย่างไร
      14. ระบบบริหารจัดการ การบำรุงรักษาอุปกรณ์ และระบบสารสนเทศเป็นอย่างไร
      15. การบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยของศูนย์คอมพิวเตอร์เป็นอย่างไร
      16. การบริหารจัดการความเสี่ยงของศูนย์คอมพิวเตอร์เป็นอย่างไร
      17. การบริหารจัดการการให้บริการของศูนย์คอมพิวเตอร์เป็นอย่างไร
      18. การบริหารจัดการคววามต่อเนื่องของการให้บริการของศูนย์คอมพิวเตอร์เป็นอย่างไร
      19. การบริหารจัดการพนักงานของศูนย์คอมพิวเตอร์เป็นอย่างไร
      20. ระดับของการให้บริการ (SLA) ของศูนย์คอมพิวเตอร์เป็นอย่างไร

คำถามเหล่านี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่องค์กรโดยทั่วไปต้องใช้ประกอบการพิจารณาก่อนการคัดเลือกหรือจัดตั้งศูนย์คอมพิวเตอร์ เพื่อให้สอดคล้องตามมาตรฐาน ISO 27001:2013 แต่นอกเหนือไปจากนี้ ผู้บริหารยังต้องขบคิดเกี่ยวกับบริบทเฉพาะองค์กรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ศูนย์คอมพิวเตอร์นี้สามารถตอบโจทย์และความต้องการทางธุรกิจได้อย่างสูงสุด

Content Cr : Destination One Counselor
Photo Cr : Freeimages.com

Tuesday, November 4, 2014

คุยเฟื่องเรื่อง (ร่าง) พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล



คุยเฟื่องเรื่อง (ร่าง) พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล



เมื่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันของเราทั้งในเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ข้อมูลมากมายจึงถูกเก็บรวบรวมไว้ในอุปกรณ์ไอที หรือไม่ก็บนระบบสุดไฮเทค ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้ข้อมูลนั้นถูกนำไปเปิดเผยเพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของ จนอาจสร้างความเดือนร้อนเสียหายไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง เงินทอง หรือความรำคาญใจ เช่น แอบเอาข้อมูลส่วนบุคคลไปขายให้บริษัทบัตรเครดิตหรือบริษัทขายตรงต่างๆ หรือ มีการลักลอบนำบทสนทนาใน Line ส่วนตัวมาโพสต์ประจานต่อสาธารณะ เป็นต้น

ดังนั้น หน่วยงานด้านกฏหมายของรัฐจึงจำเป็นต้องให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งตลอดช่วงเวลาที่รัฐบาลคณะต่างๆ หมุนเปลี่ยนวาระกันไป ต่างก็มีความพยายามผลักดันกฏหมายดังกล่าวแต่จนแล้วจนรอดก็ยังคงไม่ประสบผลสำเร็จ จวบจนถึงขณะนี้ รัฐบาลชุดปัจจุบันและคณะ คสช. ก็กำลังสานต่อโดยนำเสนอร่างกฏหมายฉบับนี้เข้าสู่วาระการพิจารณาของสภานิตินบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  เพื่อที่จะได้ตราออกเป็นกฏหมายและประกาศบังคับใช้งานต่อไป

วันนี้ผมจึงขอสรุปสาระสำคัญที่ระบุไว้ใน (ร่าง) พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้คุณได้รับทราบและทำความเข้าใจเบื้องต้น ดังนี้



สาระสำคัญของกฎหมายที่ควรรู้..

o กฏหมายนี้มีชื่อว่า   “(ร่าง) พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ….”  บังคับใช้หลักจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา 180 วัน

o (ร่าง) พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ ประกอบไปด้วย 6 หมวด 61 มาตรา

o “ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของบุคลล เช่น การศึกษา ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม ประวัติการทำงาน หรือประวัติกิจกรรมที่มีชื่อบุคคลนั้นหรือมีเลขหมาย รหัส หรือสิ่งบอกลักษณะอื่นที่ทำให้รู้ตัวบุคคลนั้นได้ เช่น ลายพิมพ์นิ้วมือ แผ่นบันทึกลักษณะเสียงของคน หรือรูปถ่าย และให้หมายความรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของผู้ที่ถึงแก่กรรมแล้วด้วย

o “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล”  หมายความว่า  ผู้ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบในการเก็บ รวบรวม และควบคุมการใช้และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบบุคคล

o พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่ หน่วยงานของรัฐที่อยู่ภายใต้กฏหมายว่าด้ยข้อมูลข่าวสารของราชการ  บุคคลหรือนิติบุคคลที่ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อใช้ประโยชน์ส่วนตนหรือนิติบุคคเท่านั้น  บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ทำการเก็บรวบรวมไว้เฉพาะเพื่อกิจการสื่อมวลชน งานศิลปกรรม หรืองานวรรณกรรมเท่านั้น

o ”คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล”  จะเป็นคนกำหนดนโยบาย มาตรการ หรือแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กำหนดหลักเกณฑ์ใบรับรองและมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล  รวมถึงหลักปฎิบัติอื่นใดตาม พรบ. ฉบับนี้กำหนดขึ้น

o มาตรา 16  ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะกระทำการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบบุคลไม่ได้หากเจ้าขงข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ให้ความยินยอม เว้นแต่บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฏหมายอื่นบัญญัติให้กระทำได้

o มาตรา 17 ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ดูแลรักษาความมั่นคงปลอดภัยมิให้ข้อมูลส่วนบุคคลสุญหาย ถูกแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลง   และมีหน้าที่ดูแลข้อมูลส่วนบุคคลที่ใช้หรือเปิดเผยให้มีความถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน

o มาตรา 19 การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีดังต่อไปนี้ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เช่น  เป็นการปฎิบัติตามกฏหาย เพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลและการยินยิมไม่สามารถดำเนินการได้ในวลานั้น  เพื่อประโยชน์ที่เกียวกับชีวิต สุขภาพ หรือความปลอดภัยของเจ้าของข้อมูล  เพื่อประโยชน์แก่การสอบสอนตามประมวลกฏหมายอาญา  เพื่อประโยชน์การศึกษาวิจัยหรือสถิติและได้เก็บข้มูลไว้เป็นความลับ  กรณือื่นตามที่กำหนดในกฏกระทรวง

o มาตรา 20  ให้คณะกรรมการมีอำนาจประกาศกำหนดประมวลจริยธรรมเพื่อให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องปฎิบัติตามเกี่ยวกับการคุ้มครอง  การเก็บรักษา การลบหรือการทำลายข้อมูล  การเก็บรวบรวม การใช้ หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกต้อง ไม่เลือกปฎิบัติ ไม่ผิดกฎหมายหรือวัตถุประสงค์ 

o มาตรา 23 ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลอันมีลักษณะต้องห้าม ดังเช่น  ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ประวัติสุขภาพ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อทางศาสนา  หรือข้อมูลอื่นตามที่กำหนดในกฏกระทรวง เป็นต้น  ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลอันมีลักษณะต้องห้ามได้เมื่อได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลหรือในกรณีที่ พรบ. นี้ได้กำหนดไว้

o มาตรา 24 ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลแจ้งต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบก่อนหรือในขณะที่จะดำเนินการถึงรายละเอียด ดังต่อไปนี้  ชื่อ สถานที่และสถานภาพของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล  วัตถุประสงค์การเก็บรวบรวม ประเภทของข้อมูล ระยะเวลาในการเก็บรักษา รายละเอียดอื่นๆตามที่คณะกรรมการกำหนด

o มาตรา 29 ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ได้รับการยกเว้น  หรือเพื่อดำเนินคดีนอกราชอาณาจักร หรือ เป็นการปฎิบัติตามสัญญากับเจ้าของข้อมูล  หรือเพื่อป้องกันการฟอกเงินการก่อการร้าย หรืออื่นใดตามที่คณะกรรมการกำหนด

o มาตรา 30 ห้ามมืให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไปยังประเทศที่มิได้มีบทบัญญัติในการให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือมีแต่มีสาระสำคัญต่ำกว่าบทบัญญัตินี้โดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่มีความจำเป็นตามที่คณะกรรมการกำหนด

o มาตรา 31 ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไว้ได้เท่าที่ระยะเวลาที่กำหนด หรือเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล

o มาตรา 34 “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเชิงธุรกิจหรือการพาณิชย์” หมายความว่า ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการเชิงธุรกิจหรือการพาณิชย์

o มาตรา 36 ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเชิงธุรกิจหรือการพาณิชย์ต้องจัดให้มีข้อปฎิบัติเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่มีมาตรฐานไม่ต่ำกว่าข้อปฎิบัติตามประมวลจริยธรรมที่ประกาศนี้กำหนดไว้

o มาตรา 37 ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเชิงธุรกิจหรือการพาณิชย์ต้องปฎิบัติ ดังต่อไปนี้  จัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล  จัดให้มีระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลตามที่คณะกรรมการประกาศ   ฝึกอบรมลูกจ้างหรือผู้รับจ้างให้ปฎิบัติตามพระราชบัญญัตินี้   และรายงานการดำเนินงานตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และแบบที่คณะกรรมการกำหนด

o มาตรา 39 ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเชิงธุรกิจหรือการพาณิชย์ว่าจ้างผู้ใดให้เก็บรวบรวมข้อมูลแทนตน ต้องกำหนดมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในสัญญาว่าจ้างไม่น้อยกว่าหลักเหณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน พรบ. นี้

o มาตรา 41 เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิ ดังต่อไปนี้  ขอตรวจดูข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน  ขอให้แจ้งถึงการมีอยู่ การใช้หรือการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับตน  ขอให้ดำเนินการแก้ไข ปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน  ขอให้ระงับการใช้หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน  ขอให้เปิดเผยถึงการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน

o มาตรา 45 ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อมูลส่วบุคคลขึ้นโดยมีอำนาจ พิจารณาเรื่องร้องเรียน ตรวจสอบการกรำใดๆของผู้ควบคุมข้อมูล ไกล่เกลียข้อพิพาท รายงานผลการปฎิบัติงาน ปฎิบัติการอื่นใดตามที่ พรบ นี้กำหนด

o มาตรา 50 ให้มีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

o มาตรา 52 ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามพระราชบัญญตินี้เป็นนิติบุคคล ให้กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้นต้องระวางโทษตามที่บัญญัตไว้สำหรับความผิดนั้นๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้รู้เห็นหรือยินยอมในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น

o มาตรา 58 ผู้ใดกระทำการใดๆ เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์อันไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเพื่อให้ผู้อื่นเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  ถ้าการกระทำนั้นเป็นการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลทางสิ่งพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อิเล็กทรอนิกส์อื่น  ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาม หรือทั้งจับทั้งปรับ



อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ผมกล่าวไว้ข้างต้นยังอยู่ในระหว่างการเป็น “(ร่าง) คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ….” เท่านั้น ดังนั้น เมื่อมีการประกาศเป็นกฏหมายฉบับใช้งานจริงออกมา อาจจะมีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลก็ได้นะครับ



Content Cr : DestinationOne Counselor